- A time of forgiveness -
February 26th, 2010 Posted by: - White -

27 เมษายน 1994, วันที่พวกเรารอคอยมานานนับสิบปีก็มาถึง หลังจากที่ต้องอดกลั้นต่อการกระทบกระทั่งกับประชาชนฝ่ายตรงข้ามที่ล้วนถูกล้างสมอง ขณะที่ประชาชนในฝ่ายของเราถูกกวาดล้าง, ตั้งข้อหาสารพัด ซึ่งมีโทษตามกฏหมายตั้งแต่ตักเตือน, จำคุกตลอดชีวิต จนไปถึงการถูกเนรเทศออกจากแผ่นดิน ... แต่แล้ววันคืนที่ทุกข์ทรมานอันแสนยาวนานของพวกเราก็จบลง
ความขัดแย้งทางการเมือง ก่อให้เกิดความรุนแรงในประเทศแอฟริกาใต้ ตามมาด้วยวันคืนอันมืดมนของชาติที่ตกอยู่ในหล่มโคลนของความขัดแย้ง, การมุ่งขจัดฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก, การกุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งด้านการทหารและความยุติธรรม ซึ่งถูกตอบโต้มาตลอดด้วยการประท้วงลุกฮือของประชาชนทั้งในทางลับและในที่สาธารณะ ... เป็นเวลานานหลายสิบปีที่ประชาชนส่วนหนึ่งพยายามต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ขณะที่ผู้ที่ได้รับอำนาจพิเศษจากบางประเทศมหาอำนาจซึ่งคอยหนุนหลังอยู่ก็ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตนและพวกพ้อง พยายามใช้ทุกกลไกลในการกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม
ผู้นำทางความคิดของประชาชนที่ถูกตั้งข้อหาฉกรรจ์ หนึ่งในนั้นคือ เนลสัน แมนเดลลา เมื่อเขาต้องโทษคดีสำคัญก็ถูกตัดสินให้จำคุกนานถึง 27 ปีโดยกระบวนการยุติธรรมที่เอียงกระเท่เร่ ... ทุกคนที่ต่อสู้อยู่ข้างนอกนั้นต่างรอคอยวันที่แมนเดลลาพ้นโทษ ความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นระยะตลอด 27 ปีของการจำคุกผู้นำของพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรม ...
อาร์คบิชอปเดสมอนด์ ตูตู้ ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ได้ประสบมาในฐานะชาวแอฟริกันผู้หนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้นมาโดยตลอด ... หนังสือเล่มดังกล่าวชื่อว่า No Future Without Forgiveness

ความเคลื่อนไหวที่ท่านพยายามให้สติแก่ชาวแอฟริกันผู้โกรธเคืองจากการข่มเหงย่ำยี การโน้มน้าวให้พยายามใช้การเคลื่อนไหวอย่างมีเหตุผลทางประชาธิปไตยมากกว่าการเคลื่อนพลเพื่อยั่วยุหรือเพื่อเอาชนะด้วยกำลัง การทำงานตลอดเวลานับสิบปีของท่าน ทำให้ท่านเป็นบุคคลชาวแอฟริกาใต้คนที่สองที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ (ต่อจากเนลสัน แมนเดลลา ผู้นำของปวงชน)
เมื่อทุกอย่างจบลงด้วยการออกจากเรือนจำของแมนเดลลาเมื่อครบกำหนดโทษ 27 ปี และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ผลการเลือกตั้งในครั้งนั้นคือชัยชนะอันน่ายินดีของ เนลสัน แมนเดลล่า และประชาชนผู้ซึ่งรอคอยมานานหลายทศวรรษ ขณะที่เปลี่ยนจากฝ่ายที่ถูกกระทำมาเป็นฝ่ายที่มีอำนาจสูงสุด ... ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง
ท่านตูตู้เขียนเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า ... ถ้าเราทำความเข้าใจกันก่อนว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับ “ความสามารถที่จะกระทำผิดมหันต์” ก็อยากให้เราให้อภัยในการกระทำย่ำยีของฝ่ายตรงข้าม
ใช่... บางครั้งการปราบปรามมันรุนแรงจนมีผู้คนล้มตาย
ใช่... ฝ่ายของเราถูกกดดัน, ถูกแบ่งแยกชนชั้น, ไม่ได้รับความเป็นธรรมมาโดยตลอด อีกทั้งถูกกระทำราวกับว่าเรานั้นไม่ใช่มนุษย์ เป็นเวลายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ...
แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นเหตุผลให้เราจะต้องกระทำผิดอย่างเดียวกับที่พวกเขาเคยทำกับเรา
ความเข้าใจว่ามนุษย์มีความสามารถที่จะกระทำผิดมหันต์กันได้ทุกคน
การให้อภัยคือสิ่งที่เราจะต้องกระทำ
นั่นจะเป็นสิ่งที่แยกจิตใจอันประเสิรฐและชัยชนะอันยิ่งใหญ่ออกจากโคลนตมทั้งปวง และนั่นคืออนาคตของชาติหลังจากตกอยู่ในความมืดมนของอำนาจอันแสนยาวนาน ... อนาคตของชาติคือรางวัลของชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่พวกเรารอคอยมานานแสนนาน ... อย่าให้มันต้องมัวหมองไปเพราะความคับแค้นที่สั่งสมในใจของเรา
...........................
อาร์คบิชอป เดสมอนด์ ตูตู้ เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับเสนอชื่อให้กับคณะผู้นำสงฆ์โรมัน คาทอลิคได้เลือกเพื่อที่จะดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสันตปาปา เมื่อครั้งที่ผ่านมา
