- Angels & Demons : เทวา กับ ซาตาน -
May 22nd, 2009 Posted by: - White -

ผมคิดว่าจะเขียนถึงนิยายเล่มนี้หลายทีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้จังหวะเหมาะ ๆ เสียทีจนตอนนี้หนังมันเข้าโรงทำเงินไปเรียบร้อยโรงเรียนแดน บราวน์มาสัปดาห์นึงแล้ว บังเอิญว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งได้คุยกับแบงค์และไก่ สองคู่หูที่กำลังเริ่มเดินหน้าทำโปรเจ็กท์ของตัวเอง ผมเลยแนะนำให้ไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน
สองหนุ่มก็เลยแวบไปดูหนังซะก่อน หลังจากที่ดูหนังจบก็เกิดทนไม่ได้ขึ้นมา ต้องเสียเงินซื้อหนังสืออีกรอบนึง 5555 สำหรับผมจะดูหนังหรืออ่านหนังสือก่อนก็ไม่เป็นไรหรอกครับ เพราะหนังสือให้อรรถรสที่ลึกซึ้ง ถึงแม้มันจะช้า, เยิ่นเย้อจากสปีดการอ่านของคนเราที่ไม่เท่ากันก็จริง แต่มันทำให้เราได้ใช้จินตนาการและมีโอกาสได้ใช้สมองคิดตามอย่างเต็มที่
ส่วนหน้าที่ของฮอลลีวูดคือการทำให้ภาพในจินตนาการนั้นมันสมจริงและตระการตา สร้างภาพที่ชัดเจนอย่างที่นักเขียนคนใดก็ทำไม่ได้ แต่ข้อเสียก็คือ “รายละเอียด” ที่มันจะต้องถูกตัดทอนลงไปจากเรื่องราวในหนังสือ เนื่องจากอุปสรรคในการสร้าง, การเขียนบท และการดำเนินเรื่องนั่นเองครับ
ผมคงจะไม่เอาหนังและหนังสือเล่มนี้มาสปอยล์มาก เพราะคาดว่าหลายต่อหลายคนคงจะมีโอกาสได้อ่านหนังสือ หรือได้ชมหนังเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ผมมีบางจุดที่อยากจะเอามาแบ่งปันกันกับคุณผู้อ่านแอนน์ฟรายเดย์

แดน บราวน์ เริ่มต้นเดินเรื่องโดยการใช้สัญลักษณ์ Ambigram เขียนคำว่า illuminati ซึ่งเป็นชื่อขององค์กรแห่งหนึ่งที่ว่ากันว่ามีอยู่จริง และมีจุดประสงค์ในการดำเนินกิจกรรมต่อต้านศาสนจักร ผมสนใจตรงสัญลักษณ์ที่พวกเขานำมาใช้ นั่นคือการออกแบบตัวอักษรให้สามารถอ่านได้ทั้งสองด้าน ไม่ว่าเราจะกลับหัวกลับหางมันซักกี่รอบก็ยังสามารถอ่านได้คำเดิม หลักการออกแบบด้วยแอมบิแกรมนี้เองที่แดน บราวน์พยายามเอามาใช้บอกผู้อ่านว่า ภาพมายานั้นมีอยู่จริงและสามารถสร้างขึ้นได้เสมอ
ภาพข้างบนนั้นเป็นคำ illuminati อยู่ข้างบน และคำว่า Angels & Demons อยู่ข้างล่าง ภาพต่อไปนี้ผมกลับหัวกลับหางให้เห็น ดังนั้นคำว่า Angels & Demons จะอยู่ข้างบน ส่วนคำว่า illuminati จะอยู่ตำแหน่งล่าง

ส่วนนี่เป็นหน้าปกของหนังสือนิยายเล่มนี้ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2000 เป็นฉบับภาษาอังกฤษครับ ขายรวมกันทั่วโลกผมคิดว่าคงจะหลายล้านเล่ม ไม่น้อยหน้า The Da Vinci’s Code แน่ ๆ และถึงตอนนี้มีฉบับแปลเป็นภาษาไทยที่อัมรินทร์ตีพิมพ์มาแล้ว 23 - 24 ครั้ง

ก็ยังใช้ลูกเล่นแอมบิแกรมอยู่ ทำให้ปกของหนังสือเล่มนี้ดูได้จากทั้งสองด้าน ไม่ว่าจะกลับหัวกลับหางอย่างไรก็อ่านได้เป็นคำเดียวกัน นั่นเป็นการออกแบบโดยใช้หลักความสมมาตรเข้ามาช่วย
....................................................
แดน บราวน์พยายามจะบอกกับผู้คนว่า การที่ใครซักคนจะเป็นเทพหรือเป็นซาตานในสายตาของเรานั้นก็อยู่ที่มุมมองของเราเอง ดูเหมือนเขาจะเข้าใจการพยายามอธิบายโลกผ่านทางรูปปั้นเทวาและซาตานของ Bernini ได้อย่างถ่องแท้ ... ทิศทางที่เราจะเดินต่อไปยังเบื้องหน้า ชีวิตของเราที่อยู่ข้างหน้า ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราที่มองว่าใครเป็นเทพ ใครเป็นอสุรกาย

แล้ววันหนึ่งเราอาจจะพบว่าศาสนจักรที่สุกสว่างเหนือพื้นพิภพมานานสองพันปี สถาบันที่เป็นความหวังอันเรืองรองของผู้คน สถาบันที่น่าเชื่อถือและศรัทธาที่สุดก็สามารถกลายเป็นอาณาจักรที่มืดมน ซุกซ่อนและปกปิดสิ่งชั่วร้ายเอาไว้ด้วยตลอดเวลาสองพันปีที่ผ่านมาเช่นกัน
ผ้าขาวบริสุทธิ์นั้นอาจจะเป็นตัวแทนของความเป็นธรรมก็ได้ หรือมันจะจงใจนำมาใช้แต่งแต้มเพื่อสร้างมายาภาพก็ได้เช่นกัน นักบวชผู้เคร่งครัดก็มีความคิดที่เลวร้ายได้ เมื่อเขาหลงลืมตนและมัวเมาอยู่กับการยื้อยุดความจริง เพียงเพื่อไม่ให้ความเชื่อมั่นและศรัทธาของตัวเองต้องแปดเปื้อนไป

เป็นความจริงที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนในประวัติศาสร์ ที่นักบวชผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ได้กระทำการอันชั่วร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงเพราะพวกเขาต้องการปกป้องสถาบันที่ตนรัก, ศรัทธา และเชื่อมั่นมาตลอดชีวิต ... เขายอมให้มันแปดเปื้อนไม่ได้ เขายอมให้มันถูกทำร้ายไม่ได้ เขาจึงต้องปกป้องด้วยชีวิต ... แม้ว่าการปกป้องนั้นจะเป็นการสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็ตาม
ยากที่จะคิดแทนว่า การกระทำของเขานั้นเป็นการปกป้องสถาบันศาสนา หรือเป็นการปกป้องตัวเองให้รอดพ้นจากความจริงที่ว่า “เขาเข้าใจผิดมาตลอดชีวิต, เขาศรัทธาในเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ ที่ถูกหลอนมาตลอดชีวิต” เมื่อเขาชนะศัตรูผู้ถูกกล่าวหาว่าผิดประเพณี, ประพฤติตนนอกรีต เมื่อเขาเผาผลาญผู้ที่เขาเรียกว่าศัตรูได้หมดสิ้นไป... เขาก็คิดว่าเขาจะได้อยู่กับ “ความจริงอันลวงโลกของตัวเองต่อไป” อย่างสุขสบาย
....................................................
ในมุมมองของหนังและหนังสือเรื่องนี้ มีหลายต่อหลายตอนที่แดน บราวน์สร้าง “มายาภาพ” ให้เราคิดไปเอง... จินตนาการไปเองก่อนเป็นส่วน ๆ ไป และหลังจากนั้นความจริงก็จะเปิดเผยออกมาว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็น... เช่น... ฉากที่หัวหน้านักวิทยาศาสตร์จาก CERN ยืนถือปืนซะเงอะซะงะอยู่ในห้องทำงานของพระสันตปาปาผู้ล่วงลับ ขณะที่ท่านแชมเบอร์เลนนักบวชหนุ่มผู้ซื่อสัตย์นอนดิ้นพราดอยู่บนพื้นหินอ่อน สมองของเรารับรู้ภาพที่แดน บราวน์ สร้างเอาไว้ และเป็นสมองของเรานั่นแหละที่กำหนดความชั่ว-ดีแบบอัตโนมัติ
ไม่กี่บทต่อมา แดน บราวน์ก็เฉลยความจริง ทำให้ภาพที่เราเชื่อว่าเกิดขึ้นจริงนี้ก็พังทลายไปต่อหน้า เราจะได้สัมผัสกับความรู้สึก “ยึดติด” กับมายาภาพนั้นในระดับอ่อน ๆ
... เป็นไปได้ยังไง ?
มีหลายตอนที่เขาสร้างมายาภาพให้เรารับรู้ และล่อหลอกกับสมองของเราให้มันกำหนดความดี-ชั่ว, กำหนดตัวคนดี-คนชั่ว, กำหนดขาว-ดำ โดยอัตโนมัติ แล้วก็พังมันลงด้วยข้อมูลใหม่ที่ได้รับในเวลาต่อมา เหมือนจะพยายามเตือนสติเราว่า อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เห็นทั้งหมด อย่าเพิ่งเชื่อในรูปลักษณ์ภายนอกที่สร้างมาให้ดูน่าศรัทธา ทั้งคำพูดอันวิจิตร, อาภรณ์อันตระการตา แต่ให้รอพิสูจน์สิ่งที่อยู่ภายในด้วยการกระทำของเขาก่อน แล้วเราจะได้รู้ว่าใครกันที่เป็นคนดี, ใครกันที่ชั่วช้าสามานย์ ถ้าเราสามารถจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้เอาไว้เป็นบทเรียนสำหรับชีวิตได้ก็คงจะดีไม่น้อยเลยทีเดียวครับ
ถือว่าเป็นนักเขียนที่นอกเหนือจากการทำการบ้านมาอย่างมากมาย, มีความคิดความอ่านอันลึกซื้งแยบยลแล้ว เขายังช่างคิดและช่างจินตนาการอีกด้วยครับ
