- AnneFriday Standard: The Taste -
January 5th, 2008 Posted by: - White -
Taste: ในที่นี้ผมพูดถึงความหมายในเชิงสุนทรีย์ ((Aesthetics)) เพราะเราเชื่อในเรื่องของรสนิยมที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีมากหรือมีน้อยทุกคนก็มีอยู่ในตัว แต่เรื่องของรสนิยมนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่ว่าอะไรคือ “ดี” อะไรคือ “ไม่ดี” เช่นเดียวกับนิยามของ “ความงาม : Beauty” ที่ไม่มีใครกำหนดว่ามีมากแค่ไหนจึงจะงาม มีน้อยแค่ไหนจึงจะไม่งดงาม...
รสนิยม, บรอดแบนด์, ไอน์สไตน์, กาแฟ, ไวน์ และวีนัส
ถ้าจะให้ถกกันในเชิงปรัชญา ผมคิดว่าผมคงจะทำให้คุณผู้อ่านมึนได้ในเวลาไม่นานนัก ผมจึงจะพยายามอธิบายเรื่องนี้ให้จบอย่างสั้น ๆ ด้วยการแนะนำองค์ประกอบรสนิยม, บรอดแบนด์, ไอน์สไตน์, กาแฟ, ไวน์ และวีนัส... ถึงตรงนี้แล้วงงละสิ
เคยได้ยินคำว่า “รู้น้อย จึงหยาบ, รู้มาก จึงละเอียด” กันหรือเปล่าครับ ด้วยรูปธรรมของความหยาบ, ความละเอียด, ความกว้าง, ความแคบนี่แหละที่ผมคิดว่าเราสามารถนำมาใช้อธิบายเรื่องของรสนิยมและความสุนทรีย์ได้เป็นอย่างดี ยังไม่ต้องรีบปวดหัว... หายใจเข้าลึก ๆ ผ่อนลมหายใจออกมายาว ๆ ... ผมกำลังจะเริ่มนะครับ
บรอดแบนด์
ผมเคยเขียนเอาไว้เมื่อปีก่อนใน BKCC เรื่องของ “แถบความรู้” ที่ผมจินตนาการว่าผมหลับตานึกถึงความรู้ต่าง ๆ ของมนุษย์ที่แปลงมาเป็นเหมือนกับแถบบาง ๆ ที่สามารถยืดได้ และมีขนาดยาวขึ้นได้เรื่อย ๆ

มนุษย์ NarrowBand
มนุษย์คนหนึ่งจบการศึกษามาด้วยดีกรีด็อกเตอร์ในปี 2000 ความรู้ที่เขามีก็โฟกัสอยู่บนส่วนหนึ่งของแถบความรู้ของมนุษย์ ซึ่งเจาะจงลงไปในเรื่องที่เขาเรียนจบมา เช่น วิชากฎหมาย เนื่องจากตั้งแต่เล็กจนโตเขาใช้วิธีท่องตำราทุกวิชาที่ต้องสอบมาตลอดตั้งแต่เรียนประถมจนจบด็อกเตอร์ ความรู้ด้านอื่น ๆ เขาก็เลยไม่มี แถบความรู้ในส่วนอื่น ๆ ของเขาก็จะมืดมัวนิดหน่อย
ผมเรียกคนแบบนี้ว่าพวก NarrowBand คือถ้าเป็นเรื่องในตำราที่เรียนจบมา ก็อย่าได้คิดไปเถียงกับแกเลย... ทำชีวิตให้ลำบากซะเปล่า ๆ แต่เรื่องอื่น ๆ นอกจากนั้น เช่นเรื่องหนัง, เรื่องกาแฟที่จะกิน แม้กระทั่งเรื่องการเมืองในปัจจุบัน... เขาจะรู้เท่าที่หน้าหนังสือพิมพ์มีให้อ่าน... ส่วนความรู้ทางด้านกฎหมายที่เรียนมาน่ะเหรอ เขาจะรู้ทุกอย่างเท่าที่ตำราในปี 2000 จะระบุเอาไว้ จนถึงปี 2010, 2020 เขาก็จะรู้เท่ากับที่เคยเป็นเลิศในปี 2000 นั่นแหละ

มนุษย์ BroadBand
ส่วนมนุษย์อีกคนหนึ่ง เรียนจบมาเท่ากันในปีเดียวกัน แต่เขาเป็นคนที่ชอบใฝ่หาความรู้ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้อยู่เสมอ เขาไม่ได้รู้แต่เรื่องกฎหมาย แต่เขายังรู้เรื่องการทำกับข้าวเป็นอย่างดี เรื่องวิทยาศาสตร์ก็ใช่ย่อย เรื่องหนังเรื่องเพลงเขาก็ติดตามด้วยเช่นกัน มีคนคุยเรื่องพันธุ์ของดอกไม้เขาก็พอจะตอบได้หลายอย่าง, มีคนสนใจเรื่องการอัตราการมีชีวิตของลูกสิงโตในมาไซ มารา ที่จะมีชีวิตรอดไปจนถึงตอนโตแค่ไม่ถึง 15% เขาก็อธิบายได้ราวกับเป็นนักธรรมชาติวิทยา
กลายเป็นว่าใคร ๆ ก็ชอบคุยกับเขา เพราะเขาสามารถคุยกับคนได้ทุกประเภท คนแบบนี้แถบความรู้ของเขาจะสว่างเรืองรองไปทั่ว เพราะเรื่องที่เขาสนใจนั้นมีอยู่มากมาย แถบความรู้ของเขาจึงเป็นแบบ BroadBand ในความเห็นของผม คือกว้างไกล, มีข้อมูลมาก และสามารถขยายขอบเขตไปได้อีกไม่รู้จบ ความสว่างเรืองรองนี้เองครับที่ความรู้รอบและความคิดอ่านที่กว้างไกลมารวมกันกลายเป็น “ปัญญา”
อยู่ที่ว่า... ในช่วงเวลานั้น หรือในแต่ละเรื่องนั้นเขาเลือกที่จะโฟกัสไปที่ไหน

ไอน์สไตน์
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ
เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีแถบความรู้สุกสว่างในด้านฟิสิกส์ แต่เขาก็รู้เรื่องอื่นเป็นอย่างดี แม้แต่เรื่องศาสนาหลัก ๆ ของโลกแทบทุกศาสนา... เขาเคยยกแนวคิดของแต่ละศาสนามาเปรียบเทียบกัน และบอกว่าการเรียนรู้ศาสนาที่ดีที่สุดนั้น คือการเรียนทุกศาสนาแบบเปรียบเทียบกัน
หลายปีต่อมามีคนถามเขาว่า ศาสนาใดที่น่านับถือที่สุด เขาไม่ตอบคำถามนี้ แต่เขายกเรื่องที่ว่ากฎทางวิทยาศาสตร์คือกฎเดียวกันกับกฎของธรรมชาติที่สามารถพิสูจน์ได้จนถึงที่สุด แม้จะเป็นหน่วยใหญ่มหึมาเช่นจักรภพที่มีดวงดาวนับพันล้านดวง หรือแม้แต่หน่วยเล็กจิ๋วที่สุดที่สายตาของเรามองไม่เห็น ต่างก็สามารถพิสูจน์ได้ด้วยกฎเดียวกัน ซึ่งเป็นสัจธรรมอันจริงแท้ของธรรมชาติที่มีเกิด, มีดับ, มีเกิดเพื่อดับ และมีดับเพื่อเกิด ในความเห็นของเขานั้น ศาสนาที่มีความคิดสอดคล้องกับหลักการทางวิทยาศาสตร์มากที่สุดก็คือ ศาสนาพุทธ ...
น่าทึ่งที่เขาเป็นชาวยิวซึ่งเติบโตในเยอรมัน และแก่ตัวในสหรัฐ แต่เข้าใจศาสนาพุทธได้อย่างถ่องแท้ มองจนทะลุผ่านเรื่องราวปาฎิหาริย์ที่เล่าต่อกันมาและมองผ่านพิธีกรรมที่ปรุงแต่งกันมา จนเข้าไปเห็นแก่นคำสอนของพระพุทธองค์ ที่เรียบง่ายและเป็นสัจธรรมอันเที่ยงแท้... ความรู้เหล่านี้มีทั้งจากการที่สนใจศึกษาเอง และคบมิตรสหายที่เป็นนักคิดในด้านต่าง ๆ แกช่าง Broadband จริง ๆ
เฉพาะที่ไอน์สไตน์พูดถึงเรื่องการเรียนศาสนาให้ถ่องแท้ ควรจะเรียนศาสนาเปรียบเทียบกันไป... ตรงนี้คือจุดสำคัญที่ผมจะพูดถึงครับ
การเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เริ่มต้นจากการรู้จักทุกสิ่ง
กาแฟ
ผมรู้จักเจ้าของร้านกาแฟบางคนที่คุยเรื่องรสของกาแฟโคลัมเบียกับผมอย่างถึงแก่น แถมชงเอสเพรสโซ่มาลองชิมด้วยเมล็ดกาแฟจากหลายถิ่นในอเมริกาใต้ ไล่เรียงกันไปทีละประเทศ แล้วก็แลกเปลี่ยนความเห็นกัน ลองวิธีการที่ต่างกันไป
ผมเพิ่งได้เรียนรู้ว่า เพอร์เฟ็กท์ช็อตของกาแฟจากแหล่ง Narino Supremo ถ้าเติมน้ำร้อนลงไปอีกแค่ครึ่งช็อต รสและกลิ่นที่ดีมากอยู่แล้ว จะเปลี่ยนไป... จากรสเข้มข้นให้สัมผัสจึ๊ดจ๊าด กลายเป็นนุ่มละมุนลิ้น จากความหนักแน่นดุดัน กลายเป็นความหอมกรุ่นเนิ่นนานในโพรงปาก น้ำร้อนแค่สองช้อนโต๊ะใส่ลงไปในเอสเพรสโซ่ช็อตของกาแฟละตินที่คั่วมาอย่างดี ทำให้ความละเมียดละไมอีกแบบหนึ่งเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน แม้จะนั่งกินกันอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ผู้คนพลุกพล่าน แต่ก็เหมือนเวลารอบตัวได้หยุดลงเหลือเพียงความรู้สึกในกาแฟถ้วยเล็ก ๆ นี้.. ช่างเป็นเรื่องน่าอภิรมย์..
เจ้าของร้านกาแฟอีกคนหนึ่ง
เปิดร้านกาแฟใหญ่โต ตกแต่งสวยงามไม่แพ้ใคร ซื้อเครื่องชงกาแฟราคาหลายแสน แต่เรียนชงกาแฟมาเท่าไหร่ก็รู้เท่านั้น ครูสอนว่ากาแฟอะราบิก้าไทยดีที่สุด ก็เชื่อว่าดีที่สุด ครูสอนว่ากาแฟไทยไม่ได้ด้อยไปกว่ากาแฟใดในโลก แกก็เชื่อว่ากาแฟไทยมีคุณภาพระดับโลก ใครมาบอกอย่างอื่นแกก็ไม่เชื่อ ... แล้วผมจะเชื่อได้ไงว่าเจ้าของร้านคนนี้มีรสนิยม เพราะแกไม่เคยชิมรสกาแฟของแหล่งอื่นเลย ... ลำพังแค่ของเล่นราคาแพง ๆ กับการตกแต่งหลอกตาที่ไปเลียนแบบเขามา เหมือนเอาฉากละครมาประกอบกัน
บางสิ่งโอ่อ่าดูเหมือนจะตระการตา
แต่กลายเป็นว่ามีแต่ความว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลย...
ไวน์
ผมมีโอกาสได้อ่านสัมภาษณ์ “คนทำไวน์” คนไทยคนหนึ่งที่อุตส่าห์ไปร่ำเรียนมาด้วยตนเอง แล้วก็เอาความรู้และต้นพันธุ์กลับมาเริ่มต้นในเมืองไทย เขาบอกว่าตอนที่กลับมาเริ่มทำใหม่ ๆ ขายบ้านที่กรุงเทพ งานที่บริษัทก็ปล่อยให้คนอื่นดูต่อไป ตัวเขามาอยู่ในไร่ เริ่มทำไร่ไวน์ในฝัน มีแต่คนบอกเขาบ้าไปแล้วที่จะทำไวน์แข่งกับฝรั่ง...
แต่เขาต่อสู้กับคำพูดเหล่านั้น เพราะเขารู้ดีว่า “จุดอ่อน” ของไวน์ที่จะเติบโตในประเทศไทยนั้นมีอะไรบ้าง เขายอมรับว่ามันไม่สามารถไปเทียบเคียงกับชาโตอันโด่งดังของฝรั่งเศสได้หรอก คนเหล่านั้นเขามีไวน์ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดมานานหลายชั่วอายุคนแล้ว แต่เขาคิดว่าถ้าเป็นไวน์โลกใหม่ด้วยกันอย่างชิลี, ออสเตรเลียรุ่นใหม่ ๆ , อาร์เจนตินา เขาคิดว่าเขาอยากจะสู้กับพวกนี้ซักตั้ง ใช้เวลาประคบประหงมกันไป ทำทิ้งในปีแรก ๆ พัฒนาดินดานที่แห้งแล้งให้เกิดประโยชน์ พึ่งพาสายลมและแสงแดดที่จะทำให้ผลองุ่นสุกเร็ว พัฒนากิ่งก้านของมันให้แข็งแรง สิบปีแรกคงจะขายได้ราคาขวดละไม่กี่ร้อยบาทหรอก แต่มันเป็นความสะใจที่ได้รู้ว่าทำได้
เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมยอมรับในรสนิยมและความรู้ที่ Winemaker ท่านนี้มีอยู่ในตัว ไม่ใช่แค่รู้ว่าของของเราดีอย่างไร แต่รู้ด้วยว่าของของเรามีจุดอ่อนตรงไหน และยอมรับกับสถานะที่เราเป็นอยู่และพยายามพัฒนามันต่อไป ขณะเดียวกันก็ยอมรับกับสิ่งที่คนอื่นในโลกเขาทำได้อย่างยอดเยี่ยม และพยายามเรียนรู้จากเขาเหล่านั้น นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมชื่นชมครับ
วีนัส
คนในยุคสองหมื่นปีก่อนคริสตกาลปั้น Venus of Willendorf ขึ้นมาแทนความงามและความอุดมสมบูรณ์
ชาวกรีกยุคร้อยปีก่อนคริสตกาลแกะสลัก Venus de Milo ขึ้นมาเป็นตัวแทนของ Aphrodite เทพแห่งความงาม หรือที่ชาวโรมันเรียกในภายหลังว่า วีนัส
ศตวรรษที่ 14 Sandro Botticelli ศิลปินอิตาเลียนวาดภาพ The Birth of Venus ขึ้นมา เป็นนิยามความงดงามใหม่เช่นกัน
ต้นศตวรรษที่ 16 Peter Paul Rubens ได้เอาค่านิยมความงามของวีนัสแบบดั้งเดิม และแบบกรีกมาผสมผสานกันจนกลายเป็นภาพ Venus at a Mirror ซึ่งฉีกแนววีนัสเมื่อสองร้อยปีก่อนไปอย่างเห็นได้ชัด
ถ้ามีคนซักกลุ่มนึงยกเรื่องความงามของวีนัสของศิลปินแต่ละคนมาถกเถียงกัน เราต้องยกย่องคนกลุ่มดังกล่าวว่ามีรสนิยมในความงาม ถึงแม้ทางที่เลือกจะแตกต่างกัน และรสนิยมจะต่างกันไป แต่ความคิดที่ไม่เหมือนกันนั้นก็มีคุณค่าในตัวเองที่คงจะนั่งรับฟังได้ด้วยความชื่นชม และทำให้เราได้ละเลียดไปกับรสนิยมของแต่ละคนได้อย่างเพลิดเพลิน แต่หากจะมีใครเดินมาบอกผมว่า เขารู้จักแต่วีนัสที่ไม่มีแขน กับวีนัส วิลเลียมส์ สำหรับความเห็นของรายนี้คงต้องละเอาไว้ในเรื่องของรสนิยมแล้วละครับ รอให้โตก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน
รสนิยม
รสนิยมจึงผูกพันกับความรู้และปัญญา
ไม่ใช่ระดับการศึกษา ไม่ใช่สถานะทางสังคม และไม่ใช่ด้วยความร่ำรวย
การที่มนุษย์ได้เริ่มต้นจากการรู้จักทุกสิ่ง เราจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดได้ด้วยตนเอง
เราอาจจะพลิกแพลงที่จะไม่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดก็ได้
ซึ่งเราอาจจะเปลี่ยนไปเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับเราที่สุดนั่นเอง...
ณ ที่แห่งนั้น... อิสรภาพในการเลือก อิสรภาพในความเป็นมนุษย์จึงเกิดขึ้น
เมื่อหลุดพ้นจากเพดานความรู้ แล้วเข้าสู่ความเรืองรองของปัญญา ไม่ยากหรอกครับที่จะหาข้อมูลเพื่อเรียนรู้ให้เข้าใจทุกสิ่ง และเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับเราที่สุด หรือเลือกในสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นเลิศที่สุด
ดังนั้นถ้าผมจะเห็นว่าผู้ใดที่มีรสนิยมถูกต้องตรงกัน หรือผมจะเชื่อมั่นในรสนิยมของใคร ผมจึงต้องรู้เสียก่อนว่าเขารู้จักสิ่งที่เขาจะแนะนำมากแค่ไหน แล้วเขารู้กว้างมากน้อยแค่ไหน รู้ลึกในรายละเอียดเรื่องนั้นมากอย่างไร ดังนั้นคำว่ารสนิยม สำหรับผมแล้วมันบ่งบอกถึงระดับสติปัญญาเลยทีเดียวครับ
หวังว่าที่เขียนมายาว ๆ จะสามารถอธิบายให้เห็นจุดยืนของผมได้บ้าง






