May 14th, 2007 Posted by: - White -

มีผู้บริหารในองค์กรธุรกิจแห่งหนึ่งตั้งคำถามว่า
ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง
รวมถึงมีความรู้ด้านอื่น ๆ น้อยเหลือเกิน
ผมคิดว่าผมมีคำตอบ...
และเป็นปัญหาอันใหญ่หลวงของสังคมไทย
ที่ทับถมหมักหมมกันมาหลายสิบปีแล้ว
ผมเห็นด้วยกับการที่เขาบอกว่า
“คนรุ่นใหม่จำนวนมากพูดไม่รู้เรื่อง สอนไม่รู้ฟัง และมีความรู้น้อย”
เน้นนะครับว่า “จำนวนมาก” ซึ่งหวังว่าคนส่วนน้อยอ่านแล้วจะเข้าใจ
ผมอยากจะอธิบายด้วยแนวคิด Broadband - Narrowband
ซึ่งผมใช้ในการบรรยายมาหลายปี ทั้งปัจฉิมนิเทศหลายมหาวิทยาลัย
ทั้งสัมมนาอีกนับครั้งไม่ถ้วน รวมคนที่เคยฟังได้หลายพันคน
เท่าที่ติดตามการเอาไปใช้จริง นับได้ประมาณ 2-3 คน
ได้ผลหรือไม่ ผมเชื่อว่าเขาจะเข้ามาบอกเองละครับ
Band หรือแถบขององค์ความรู้
เรามาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่า
ผมอยากจำลองให้เห็นว่า ความรู้ทั้งหมดเท่าที่มีในโลกนี้
เราเอามาจำลองเป็นแถบยาว ๆ ที่ยืดยาวขึ้นเรื่อย ๆ
มนุษยชาติจำนวนหนึ่งไม่หยุดที่จะเรียนรู้
และยังคงศึกษาเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่
มนุษย์คนอื่น ๆ จึงก้าวหน้าพัฒนาได้เรื่อย ๆ เพราะคนเหล่านั้น
เมื่อมีความคิดใหม่ ๆ เกิดขึ้น, มีการแก้ปัญหาด้วยหลักการที่ถูกต้อง
หรือมีการคิดวิธีในการแก้ปัญหาให้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และได้ผลดีขึ้น
เท่ากับมนุษย์รู้จักการใช้ “ปัญญา - Wisdom” ในการใช้ชีวิต
มนุษย์กลุ่มนี้จึงเป็นคนกลุ่มน้อยที่มีอยู่ในโลก
และมักจะถูกคนส่วนใหญ่มองว่า “สติเฟื่อง หรือเพี้ยน”
ไอน์สไตน์เป็นหนึ่งในคนแบบนั้น
และเขาเป็นคนหนึ่งที่ยอมรับว่า พุทธศาสนา เป็นคำสอนที่มีเหตุผล
ในเชิงวิทยาศาสตร์มากที่สุด
จุดเชื่อมอยู่ตรงไหนเหรอครับ?? การใช้ “ปัญญา” นี่ไง
ความรู้ขั้นพื้นฐาน
สำหรับเรา ๆ ท่าน ๆ ที่เรียกว่า “ปุถุชน”
คงจะต้องทำความเข้าใจกับความรู้ขั้นพื้นฐานเสียก่อน
อะไรก็ตามที่เรียนมาจากสถาบันการศึกษา
เรียนมาจากในตำรา หรือสิ่งที่บรรพบุรุษสอนกันมา
เราถือว่าเป็นสิ่งพื้นฐานที่ต้องมีเป็นขั้นต่ำที่สุด
เพราะเป็นคุณสมบัติขั้นแรกในการเข้ามาอยู่ในสังคม
สังคมมนุษย์เป็นสังคมที่มีลำดับชั้นแบบปิระมิด
คนที่อยู่ระดับล่างสุด จะถูกจัดวางให้เป็นคนทำงานขั้นพื้นฐาน
จบการศึกษามาสมัครงาน ก็ต้องได้รับการตรวจสอบว่า
มีการศึกษาขั้นพื้นฐานถูกต้องมั้ย
จากนั้นก็เข้าไปทำงานในระดับเริ่มต้นของสังคม
การทำงานของคนกลุ่มล่างสุดนี้ ไม่ต้องการความรู้ที่มากมาย
ขอแค่มีความรู้ขั้นพื้นฐานที่สุดซึ่งได้มาจากมหาวิทยาลัย
ที่ชั้นฐานรากของปิระมิดนี้ เต็มไปด้วยคนจำนวนมากมาย
ทั้งคนที่เพิ่งจะเริ่มชีวิตการทำงาน และคนที่ทำมานานแล้ว
คนอายุสี่สิบ อายุห้าสิบ จำนวนไม่น้อย
ที่ไม่สามารถหลุดออกจากชั้นฐานรากของปิระมิดนี้ได้
ถึงจะมีทักษะในการทำงานมากขึ้น แต่ก็ยังต้องอยู่ที่เดิม
เนื่องจาก “ความรู้ยังคงวนเวียนอยู่ในระดับพื้นฐานเช่นเดิม”
ต้องรู้จักที่จะขยายฐานความรู้ของตัวเอง
แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมหยุดอยู่แค่ความรู้ที่ได้มาจากมหาวิทยาลัย
และตระหนักดีว่า “แถบความรู้ขยายตัวอยู่ตลอดเวลา”
ความรู้พื้นฐานที่เขาได้มาจากการเรียนปริญญาตรี, โท, เอก
จะมีโอกาสล้าสมัยทันทีในวันที่เขาจบการศึกษาออกมา
เขาจึงใช้เวลาว่างในการขวนขวายหาองค์ความรู้ใหม่
การกระทำของเขา ทำให้แถบความรู้กว้างขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน, การดู, การฟัง, การพูดคุย
ก็เป็นการขยายแถบความรู้ให้กว้างขึ้น
สตีเฟ่น อาร์ โควีย์ เคยเขียนเอาไว้ในผลงานของเขา
จากการวิจัยย้อนหลังไปสองร้อยปี เขาพบว่าหนังสือในช่วงสองร้อยปีก่อน
จนถึงห้าสิบปีก่อนหน้านี้ มีลักษณะลงลึกในรายละเอียด และเต็มไปด้วย
องค์ความรู้ที่ต้องศึกษาอย่างจริงจัง
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคนในอดีตจึงมีความรู้ความสามารถล้นเหลือ
คนอายุเพียงยี่สิบปีก็สามารถเป็นนายทหารชั้นเลิศได้
คนอายุเพียงสามสิบปีสามารถเป็นพ่อค้าที่มากด้วยความสามารถ

และเมื่อทำบ่อย ๆ จนเกิดเป็นพฤติกรรมที่เคยชิน
แถบความรู้ของเขาก็กว้างและเป็นธรรมดาจนหยิบมาใช้ได้สะดวก
องค์ความรู้ที่มากมายนี้เอง ส่งผลออกมายังบุคลิกภาพ
และการแสดงออกต่อสังคม
ความรู้และความคิดเหล่านี้เอง
เป็นผลให้เขาสามารถพ้นออกมาจากชั้นฐานรากของปิระมิดได้
และยังเกิดเป็น “ความสามารถในการพัฒนาตนเอง”
ส่งผลต่อให้เป็น “ความสามารถในการช่วยเหลือผู้อื่น”
แถบความรู้ของเขาจึงไม่หยุดนิ่งอีกต่อไป
คนแบบนี้หน้าที่การงานก็เติบโตขึ้น ธุรกิจก็ขยับขยายตัวขึ้น
แถบความรู้ก็กว้างขึ้นไปเรื่อย ๆ
ส่วนคนที่ไม่พัฒนาความรู้ของตัวเองล่ะ??
พวกเขาเริ่มต้นจากความรู้พื้นฐานเหมือนกัน
จบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยเหมือนกัน
จะปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอกก็ตามที
จบออกมาแล้วก็ได้รับการ “วัดระดับความรู้พื้นฐาน”
เพื่อเข้าทำงานในระดับล่างสุดของปิระมิดเหมือนกัน
ได้เข้าทำงานก็เหมือนกับเข้าสู่สายพานการผลิต
ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน เป็นไปตามกระบวนการ
งานที่ได้รับมอบหมายต้องการเท่าไหร่ก็ใส่แรงลงไปเท่านั้น
ความรู้อื่นนอกเหนือจากที่ร่ำเรียนมา จึงเป็นสิ่งไม่จำเป็น
เพราะหน้าที่ที่เขาทำอยู่มีความต้องการเพียงแค่นั้น
ประเด็นที่สำคัญก็คือ คนกลุ่มนี้ทำไมถึงไม่ค่อยรู้เรื่อง
ทำไมถึงไม่มีสติปัญญาในการพัฒนาตัวเอง
ทำไมถึงยังวนเวียนอยู่ในระบบ และยังหาทางออกไม่ได้
คำพูดสามัญของพวกเขาคือ
”ทำงานเหนื่อย. บริษัทใช้คนอย่างกับทาส, เพลีย, เครียด”
พวกเขาอยู่ในที่ทำงานแปดชั่วโมงต่อวัน
ถึงจะทำงานบ้าง อู้บ้าง เรื่อยเปื่อยไปบ้าง
แต่ความพึงพอใจ ความกระตือรือล้นในการทำงานกลับไม่มี
คนพวกนี้กลับไม่คิดว่างานที่พวกเขาทำน่ะ เป็นระดับฐานล่างที่สุดแล้ว
ถ้าเป็นผู้บริหารต้องทุ่มเทมากขึ้นอีก
ถ้าออกไปทำงานของตัวเองจะยิ่งกว่านี้
ไม่มีวันหยุด ไม่มีเวลาตอกบัตรออกก่อน ไม่มีเช้าค่ำ
ทุกอย่างต้องทำเพื่อให้ธุรกิจเติบโตและรอดให้ได้
พวกเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้
พวกเขายังคงไม่พึงพอใจกับรายได้จากงานของเขา
พวกเขาก็ยังคง “เหนื่อย เครียด” กับการทำงานรูทีน
พอมีเวลาว่าง พวกเขาจึงจำเป็นต้อง “คลายเครียด” กันเสียก่อน
คนแบบที่สองซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่
มักจะชอบใช้เวลาว่างในการพักผ่อนหย่อนใจ
เพื่อคลายความเครียดอันมหาศาลในชีวิตของเขา
ที่เกิดมาจากการทำงานในระดับพื้นฐานที่สุดในออฟฟิศ
คนกลุ่มทีสองจึงยังคงพกพาเอาฐานความรู้เดิมไปด้วยทุกที่
ปริญญาบัตรของพวกเขา จึงเป็นยอดจอมปลวกที่แสนภาคภูมิใจ
ต่างชื่นชมยึดถือเป็นความสำเร็จในชีวิต
ขณะที่คนกลุ่มแรกพ้นจอมปลวกออกมาในเวลาเดียวกัน
ก็ดั้นด้นเดินทาง ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก
จนได้เห็นกับโลกภายนอกที่สูงขึ้นไป
คนสองกลุ่มจึงมีฐานความรู้ที่ต่างกัน
คนกลุ่มแรกมีฐานความรู้กว้างกว่าที่ได้รับการป้อนมา
และยังมีความสามารถในการขยายแถบความรู้ของตัวเอง
ให้สอดคล้องไปกับแถบความรู้ของมนุษยชาติที่ขยายตัวอยู่เสมอ
แบบนี้เราเรียกได้ว่ามีวิธีคิดแบบ Broadband
คนกลุ่มที่สองมีฐานความรู้เท่าที่เรียนมาจากสถาบันการศึกษา
ความรู้ใหม่ไม่มีการใส่เพิ่ม การศึกษาของเขา “มีขั้นสูงสุด”
และพวกเขาได้พิชิตมันลงไปหมดสิ้นแล้ว
นานแค่ไหนพวกเขาถึงจะรู้ว่าพวกเขามีวิธีคิดแบบ Narrowband
การใช้เวลาของคนแต่ละกลุ่มจึงเป็นตัวชี้วัดอนาคตของเขา
และปริมาณของคนแต่ละกลุ่มที่อยู่ในสังคม
ก็จะเป็นตัวชี้วัดอนาคตของประเทศ
สังคมที่มีคนกลุ่ม Broadband อยู่มาก
จะเป็นสังคมที่เติบโตด้วยพลังขับเคลื่อน
ไม่ว่าวัฏจักรเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร พวกเขาก็จะกลับมาแข็งแรงได้
ประเทศญี่ปุ่น พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง “อย่างย่อยยับ”
แต่ประชากรที่พยายามเสาะหาองค์ความรู้แบบ Broadband
ทำให้เขารักษาความเป็นชาติเอาไว้ได้ และเติบโตมาถึงทุกวันนี้
สังคมที่มีคนกลุ่ม Narrowband มาก
จะเป็นสังคมที่ใหญ่เทอะทะ และเต็มไปด้วยความไร้ประสิทธิภาพ
คนกลุ่มใหญ่จึงไม่มีองค์ความรู้อื่นใดนอกจาก
- ความเชื่องมงาย
- สิ่งที่เรียนมาจากระบบ ถึงจะเก่า หรือเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้
- สิ่งที่ต้องเกี่ยวข้องกับงานที่ถูกบังคับให้ทำอยู่
- สิ่งที่สนใจเพื่อใช้ในการผ่อนคลายความเครียด
ถ้าสังเกตดู คนจำนวนมากรู้ดีว่าใครเป็นใครในวงการบันเทิง
ดาราคนไหนเป็นแฟนคนไหน ร้านเหล้าร้านไหนกำลังดัง
หนังสือพิมพ์กำลังลือเรื่องอะไรกัน
เพราะเวลาว่างในชีวิตของเขาหมดไปกับเรื่องบันเทิงคลายเครียด
แถบความรู้ของเขาจึงแคบ
พูดเรื่องอะไรไป เขาจึงไม่ค่อยรู้เรื่อง หรือไม่ค่อยเข้าใจง่าย ๆ
สิ่งที่เรียกร้องกันอยู่เสมอคือ “ขึ้นเงินเดือน และวันหยุด”
อ่านดูแล้วรู้สึกคุ้น ๆ กันบ้างหรือเปล่าครับ??
ผมกำลังหวังที่จะสร้างสังคมเล็ก ๆ ของเราแห่งนี้
ให้มีคนลักษณะ Broadband ให้มากเข้าไว้
อาจจะคิดฝันเกินไปหน่อย แต่ผมเชื่อว่ามีจริง และสร้างได้
เพราะผมทำมาแล้วหลายปีก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ท
นานทีปีหนเราอาจจะมีสัมมนาดี ๆ มีมีทติ้งที่สร้างภูมิปัญญา
สลับกับความสนุกสนานที่เราก็ไม่ได้ทิ้งมันไว้ข้างทาง
ใครอยากสนุกอย่างเดียวก็ไม่ว่ากัน เพราะเราก็ยังจัดแบบเดิมเรื่อย ๆ
ส่วนใครที่จะมาร่วมสัมมนากับเราก็ทำได้ตลอดเวลา
ขอเพียงแค่สนใจ และเดินเข้ามาเท่านั้นครับ
ยินดีต้อนรับเสมอ
——————————————————————-
***Update***
ขอบคุณพี่ ๆ น้อง ๆ และผองเพื่อนในอินเทอร์เน็ท
ที่ส่งลิงค์มาให้ด้วยความสนใจในบทความนี้
ทำให้สองสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเข้ามาอ่านถึงสามพันกว่าครั้งแล้ว
และยังคงลิงค์กันต่อไปไม่หยุด
เท่าที่สามารถเก็บข้อมูลเอาไว้ได้ก็มีเว็บดังต่อไปนี้
2how.com เป็นเว็บแรกที่เอาไปลง และเป็นแหล่งกระจายที่ดีที่สุด
ขอบคุณคุณหาวมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
http://www.broadfilmbu.com/board
http://www.invisionplus.net
http://www.rihes-cmu.org
http://www.vidsawa.com
http://www.clubatichart.com
http://www.pubzone.virginradiothailand.com
http://www.koosangkoosom.com
http://www.bwfoto.net
http://www.samsung.net
http://www.chiangmai.ac.th
http://www.mahidol.ac.th
http://www.metrosystem.co.th
http://www.stou.ac.th
http://www.pantown.com
http://www.cpf.co.th
นอกนั้นยังมีที่กระจายไปตามอีเมล์ ในฟรีบล็อกเซอร์วิสทั้งหลาย
รวมกันแล้วอีกเกือบพันครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน
ขอบคุณที่เอาเรื่องดี ๆ ไปเผยแพร่กันครับ
คงต้องขอบคุณพวกที่เอาบทความไปลงในเว็บตัวเองทั้งดุ้น
และไม่พูดถึงเราอีกมากพอสมควร ก็ถือว่าช่วยทำบุญไปด้วยเลยครับ
ชอบบทความนี้ max
By: nopphorn
on May 14th, 2007
at 12:50 AM
บทความนี้โดนมากครับพี่
4hr relax เหอๆยังไม่พอเลยครับพี่
พออ่านแบบนี้แล้วกลับไปจะไปสมัครงานอะไรดีเนี้ย
By: YueN
on May 14th, 2007
at 02:56 AM
[น้องนพ]....
ขอบคุณครับ ดีใจที่นพชอบ
เอาไว้มาคุยกันเรื่องอื่นอีก พี่กำลังอยากคุยกับนพหลายเรื่องเลย
เวียดนามมีความคืบหน้าแล้ว
น้องคนนึงเป็นผู้บริหารโรงงานอัญมณีที่โฮจิมินห์เพิ่งโทรมาหาพี่
เขายินดีเป็นผู้ประสานงานให้เราไปหาลู่ทางกันที่โน่น
[น้องยืน]....
พวก Narrowband ที่ต้องการเวลารีแล็กซ์มากขึ้น
จะยอมลดเวลานอนให้น้อยลง หรือลดเวลาทำงานให้น้อยลง
เพื่อให้มีเวลาในการสังสรรค์ที่มากขึ้น
คนแบบ Broadband เริ่มต้นทำงานอะไรก็ได้ครับน้องยืน
ทุกคนก็เริ่มต้นจากชั้นฐานล่างที่สุดของปิระมิดเหมือนกัน
แต่มีแค่ซักสิบเปอร์เซ็นต์ที่ออกมาจากระดับนั้นได้ด้วยตัวเอง
[พี่ติ๊ก]....
มาแต่เช้าเชียวครับวันนี้
By: White
on May 14th, 2007
at 08:44 AM
ดู the pursuit of happiness รึยังพี่ไวท์ พี่เเอนน์ ที่ วิลล์ สมิท เล่น
ห้ามพลาดดดดด!!
PS article นี้เขียนดีมากครับ
By: Cafe Del Mar
on May 14th, 2007
at 09:05 AM
อ่านแล้ว ต้องปลุกตัวเองให้พยายามสร้างความรู้ใหม่ๆครับพี่ไวท์
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆที่ทำให้รู้สึกชุ่มชื่นอีกครั้ง
By: lucky_cooky
on May 14th, 2007
at 09:45 AM
เยี่ยมมากๆเลยครับพี่ไวท์
เห็นภาพชัดเจนมาก
By: DJtomatoki
on May 14th, 2007
at 10:09 AM
...จงอย่ารู้สึกพอใจกับความรู้ที่เรามี...จงแสวงหา..แต่ในขณะเดียวกันจงอย่าละทิ้งความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์
By: LINKS
on May 14th, 2007
at 10:35 AM
เยี่ยมเลยครับ พี่ไวท์
อ่านบทความนี้แล้วทำให้นึกถึงเพื่อนผมที่เป็นหุ้นส่วน เค้าเป็นหมอ วันหนึ่ง 24 ชั่วโมงเค้าจะใช้เวลาทำงานไป 20 ชั่วโมงและนอนวันละ 4 ชั่วโมง ทึ่งว่าทำได้ไง แต่ผมนี่ตื่นเที่ยงทุกวันเลย
By: nopphorn
on May 14th, 2007
at 11:37 AM
อ่านแล้วรู้สึกจะโดนตัวเองอยู่หลายเรื่อง 555
พี่เต้ย.. ดูแล้ว ชอบมากเลย ใครยังไม่ดู ขอบอกอีกทีว่าห้ามพลาดฮะ
ปล.เม้นท์ตั้งแต่บ่าย มันเป็นไรไม่รู้ไม่ยอมรับข้อความ - -*
By: -t-u-k-i-k-o®
on May 14th, 2007
at 12:49 PM
ช่วงนี้เป็นเทศกาลหางานของบัณฑิตใหม่พอดีเลย
เดี๋ยวจะส่งลิงก์ไปให้เพื่อนๆ ผมอ่านด้วยครับ
By: Tikkkkk
on May 14th, 2007
at 06:43 PM
พิมพ์ผิดชื่อหนังต้องสะกดเป็น y เเทน i นะ อิอิ
The pursuit of happyness
หนังมันเข้ากับเนื้อหาที่พี่ไวท์เขียนเลยหละ
By: Cafe Del Mar
on May 14th, 2007
at 06:51 PM
อ่านแล้วอึ้งไปเยอะเลย เหอๆๆ สงสัยต้อง relax ให้น้อยลงและ
The pursuit of happyness สุดยอดจริงๆ ดูจบรอบแรกแล้ว ดูต่ออีกรอบทันที
วิลล์สมิทเล่นดีจริงๆ ยิ่งฉากที่นอนในห้องน้ำกับลูกเนี่ย บีบอารมณ์มากๆเลย
By: maxximus
on May 14th, 2007
at 06:55 PM
happyness——> happiness ต้องไปลบที่กำแพงด้วยนะนั้น เดี๋ยวเด็กที่ไปเรียนที่นั้นจะจำผิดกันอีกเยอะนะพี่เต้ย
By: maxximus
on May 14th, 2007
at 06:58 PM
ลืมถามไปอย่างครับพี่เต้ย พี่พอจะรู้เปล่าครับว่าทำไมเค้าถึงเขียนชื่อหนังอย่างนั้น
เค้าเอามาจากประโยคใน “AMERICAN DECLARATION OF INDEPENDENCE” เปล่าครับ
:roll:
By: maxximus
on May 14th, 2007
at 07:16 PM
ไม่รู้ว่ะพง เขียนเท่ห์ๆมั้ง คงอยากเน้น happy ให้เป็นพ้อนท์
บางทีคนอาจจะใช้ผิดกันบ่อยไม่พ้นฝรั่งเองมั้ง เดาเอา
พี่ส่ง PM ให้พง ไปเช๊คด้วยนะ
By: Cafe Del Mar
on May 14th, 2007
at 07:21 PM
[เต้ย]...
The pursuit of happyness ยังไม่ได้ดูเลยครับ
แต่อ่านเรื่องคร่าว ๆ แล้วว่าเป็นไงมาไง
เห็นบอกว่าสร้างมาจากเรื่องจริงด้วยนี่นา
วันนี้ไปด้อม ๆ มอง ๆ โปรแกรมแล้ว แต่ไม่ว่าง 5555
เอาไว้ปลาย ๆ สัปดาห์จะไปอีกรอบนึงนะ
[หนุ่ย]...
ยินดีครับที่รู้ว่าเป็นประโยชน์ ถ้าชอบเดี๋ยวจะมีมาเรื่อย ๆ นะ
พี่รับจ้างจุดไฟทั่วราชอาณาจักร 5555
[ตั้ม]...
ขอบคุณครับตั้ม อย่าลืมเอาไปปรับใช้นะ
ยิ่งตอนนี้ตั้มกำลังเริ่มมีหนทางที่จะเดินหน้าด้วย ยิ่งน่าทุ่มเทให้เต็มที่
มีเท่าไหร่ใส่ให้หมดไปเลย
[ลิงค์]...
มันพาเข้าเรื่องทุกที
[นพ]...
ปริมาณการทำงานมากก็จริง
แต่ก็ต้องดูด้วยว่าลงเวลาไปมากแล้วได้งานที่มีคุณภาพด้วยหรือเปล่า
ถ้าทำน้อยกว่า และมีคุณภาพอย่างเข้มข้น สูงกว่ามาตรฐานของสังคม
อันนี้ก็พอจะทดแทนกันได้นะ
((ข้าง ๆ พี่มีอยู่คนนึง ตื่นเที่ยง แต่ทำงานมีคุณภาพทุกงานนะจะบอกให้))
[ตุ๊ก]...
อ้าว... โดนกะเค้าเหมือนกันเหรอเนี่ย?? 5555
วันนี้ไปข้างนอก แอบเมาท์ตุ๊กไปตั้งเยอะแน่ะ
เดี๋ยวพี่ดูให้ว่าเกิดอะไรขึ้น
[น้องติ๊ก]...
ยินดีครับ จะได้แบ่งปันความคิดเห็นกันไป
ผลสอบที่ทยอยออกมาเป็นไงติ๊ก... เงียบไปเลย
[เต้ย]...
แสดงต้องมีความหมายแฝงสิเต้ย
เดี๋ยวต้องไปหาดูซะหน่อยว่าทำไมเป็นตัว Y
[พง]...
อ้าว... โดนซะแล้วเหรอพง ไม่มีใครมาฟ้องนะว่าพง Relax เยอะ
By: White
on May 14th, 2007
at 10:34 PM
^
ฮาโนท
สู้สู้ พี่กินของอร่อยๆรอจนอ้วนพลีเเล้วเนี่ย
By: Cafe Del Mar
on May 15th, 2007
at 12:09 AM
ขอเมาท์เรื่องหนังต่อ เขาใช้ตัว y เพราะเขาตั้งใจจะเขียนประชดประชันฮะ
พี่ไวท์พี่แอนน์ แอบเมาท์อะไรตุ๊กคะ? :coolmad:
By: -t-u-k-i-k-o®
on May 15th, 2007
at 01:05 AM
เห้นด้วยครับพี่ไวท์ ตอนนี้ผมกำลัง recruit คนเข้าบริษัท เรื่องนี้ผมให้ความคำสัญมาก ๆ คือ productivity กับ quality ของที่รับ แต่ยังงงว่าทำไมคนที่สมัครเข้ามามีแต่ฝรั่งหว่า 555
By: nopphorn
on May 15th, 2007
at 09:17 AM
ชอบบทความนี้เช่นกันค่ะ
By: air
on May 15th, 2007
at 04:00 PM
คนที่มีความสามารถในสังคมเราเขากลายเป็นนักเขียนนักคิด(ไม่ได้ทำงานบริหารประเทศ) และอยู่กับสังคมทั่วไปโดยไม่สุขใจนัก(โดนมองว่าคิดแปลกๆ ไม่เชื่อแต่กลับลบหลู่)
เพราะเสียงส่วนใหญ่(คนทั่วไป)มีพลังมากกว่าส่วนน้อย(นักคิด) , อำนาจ(เงิน)อยู่เหนือความเท่าเทียม(ความเป็นมนุษย์)
เราสร้างกฏแต่กลับตกเป็นทาสของกฏเสียเอง 8-/
อ่ะ เกือบนอกเรื่อง เบรคๆ
ชอบบทความนี้มากครับ
นำเสนอแนวคิดเรื่องปัญหาได้เห็นภาพ ถ้านำไปเผยแพร่แล้วคนอื่นเข้าใจ จะยอดเยี่ยมไปเลยนะครับ
By: F
on May 15th, 2007
at 09:45 PM
กำลังทำตัวให้เป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกอยู่ครับ 
ชอบบทความนี้มาก ให้ข้อคิดในการดำเนินชีวิตได้เยอะเลยครับ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับคุณ white
By: แมลงปอน้อย
on May 16th, 2007
at 02:38 PM
ไฟลุกพรึ่บเลยค่ะ
By: seasta
on May 16th, 2007
at 05:53 PM
[น้องโนท]...
ยินดีที่ทำให้ฮึดขึ้นมาได้นะครับ
เดี๋ยวต้องไปดูหนังเรื่องนี้มั่งซะแล้ววววว
[เต้ย]...
กินแล้วไม่ชวนเว้ย
[น้องตุ๊ก]...
ถ้าบอกจะเรียกเมาท์เหรอตุ๊ก
[น้องนพ]...
บริษัทกำลังรีครูทคนด้านไหน เดี๋ยวส่งเด็กไปฝึกงาน 5555
แสดงว่าฝรั่งมาทำงานซอฟท์แวร์บ้านเราเยอะนะเนี่ย
[แอร์]...
ค่ะ
[น้องเอฟ]...
ปัญหาใหญ่คือ คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยเข้าใจ
คนอีกส่วนนึงอ่านทีก็ตั้งใจขึ้นมาทีนึง
คนส่วนที่เหลือ เท่านั้นถึงจะสำเร็จ
[แมลงปอน้อย]...
ขอบคุณครับ ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่นะครับ
[seasta]...
Keep เอาไว้อย่าให้ดับนะครับ
By: White
on May 16th, 2007
at 08:11 PM
อ่านแล้ว...............เข้าใจอะไรมากมายครับ
ขอบคุณมากๆ ครับสำหรับบทความดีๆ
By: jazz3977
on May 18th, 2007
at 07:09 PM
คำถามที่ได้จากการอ่านเรื่องนี้ คือ
ทำอย่างไรที่คนส่วนใหญ่จะหันมาพัฒนาตนเองให้เกิดคุณลักษณะที่ดีในการเรียนรู้และใช้ชีวิต?
เมื่อสังคมต้องการ “ปัญญา” เราจะทำอย่างไรให้สังคมเกิด “ปัญญา” ?
หลายคนอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแต่ไม่รู้วิธีการ ไม่รู้ตัวตน และไม่มีสติในการใช้ชีวิต จึงยากที่จะเกิดปัญญาที่แท้จริง การสร้างให้เกิด “ศีล” (ความประพฤติที่ดีงาม) และ “สมาธิ” (ความจดจ่อในสิ่งที่ทำ) น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในเรื่องนี้ด้วย
ในขั้นพื้นฐาน หยกยังเชื่อว่าการสร้างวิถีชีวิตที่ดีให้ตนเองในเบื้องแรกเป็นวิธีการที่ใช้ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ตัวเราคุ้นเคยกับความประพฤติที่ดี และเมื่อเราทำไปสม่ำเสมอ เราจะได้พบว่าการประพฤติดีเช่นนี้เสริมให้สิ่งต่างๆ ในชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ถ้าจะพูดแบบวิทยาศาสตร์ก็คือเป็นการพิสูจน์ด้วยหลักเหตุผล สร้างเหตุที่ดี เพื่อให้เกิดผลที่ดี เป็นการทดลองปฏิบัติ เพื่อดูผลลัพธ์ และจดบันทึก (อย่างน้อยก็จดไว้ในใจ)
คนเราบางทีรู้หลายอย่างแต่ไม่ปฏิบัติ ไม่ฝึกและไม่ฝืน จึงไม่เกิดการพัฒนา บางคนแค่บอกให้ตัวเองหยุดดูทีวียังทำไม่ได้เลย (โอ้ กิเลสนี่ช่างร้ายกาจ! และตัวเราก็ช่างอ่อนแอเกินจะต้านมันไว้ได้) เมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมพื้นฐานก็ยากที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในขั้นถัดไป
หยกคิดว่าถ้าเราอ่านบทความนี้จบ แล้วเราก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิมๆ ทุกวัน ก็คงจะไม่เกิดอะไรกับสังคมเราอยู่ดี
อย่างที่เคยได้ยินคนพูดว่า “ความรู้จะไม่เกิด หากเราไม่นำมาใช้” เมื่อเรารู้ จะควรจะให้กำลังใจตัวเองในการปฏิบัติ เป็นที่พึ่งของตนเอง กระแสดีๆ ที่เกิดในสังคมเมื่อมากระตุ้นโดนเรา ๑ ครั้งแล้วเราก็ตอบสนอง ๑ ครั้ง มันมีประโยชน์ค่ะ แต่ไม่มากพอ สังคมเราตอนนี้ต้องการ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งหยกคิดว่าการที่เราจะได้มาซึ่งสังคมแบบนั้น ต้องเริ่มที่หน่วยที่เล็กที่สุด คือ “ตัวเราเอง”
การจัดสรรเวลาการเรียนรู้เป็นสัดส่วนเป็นเรื่องที่น่าชมชื่น แต่คงจะเป็นการดียิ่งขึ้น ถ้าเราทุกคนจะมีความใฝ่รู้เป็นรากฐานที่ฝังลึกอยู่จนเกิดเป็นการเรียนรู้ในทุกขณะได้
By: wandee.goodday
on May 19th, 2007
at 09:03 AM
หยก..
“... ไม่ปฏิบัติ ไม่ฝึกและไม่ฝืน จึงไม่เกิดการพัฒนา... “
นี่แหละตัวสำคัญเลย
ชีวิตที่มีวินัย จะสามารถรับการฝึกฝนได้ดี (Discipline) ((ศีลเป็นตัวสอนให้รู้จักวินัย))
เมื่อคนเรามีวินัยในการใช้ชีวิต จะสร้างให้เกิดพลังสำคัญในการเรียนรู้
สภาวะของจิตใจที่นิ่ง ไม่รวนเร ไม่แตกตื่น ไม่ฟุ้งซ่าน
จะสามารถเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้ง
และจะมีความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการทำงาน (Concentration) ((เกิดสมาธิและรักษาเอาไว้))
ในที่สุดชีวิตแบบนี้
ก็กลายเป็นชีวิตที่เกิดภูมิความรู้ขึ้นมาในตัวตลอดเวลา
เจอปัญหาก็แก้ได้สำเร็จ จะช้าหรือเร็ว จะรู้หรือไม่รู้มาก่อนก็ตามที
แต่ก็มีความสามารถแก้ปัญหานั้นได้
การรู้จักแก้ปัญหาด้วยตรรกะที่หลากหลาย เป็นตัวบ่งชี้ “สติปัญญา”
(Wisdom) ((ปัญญา))
——————————————————————-
ที่หยกบอกว่า
“...เมื่อมากระตุ้นโดนเรา ๑ ครั้งแล้วเราก็ตอบสนอง ๑ ครั้ง...มันมีประโยชน์ค่ะ แต่ไม่มากพอ...”
อันนี้เห็นด้วยครับ
แต่ก็น่าดีใจว่าอย่างน้อย หลอดไฟของชีวิตก็กระพริบแล้วหนึ่งที
ถ้าทำอย่างที่หยกว่าไว้ก็คือ ทำให้มันกระพริบต่อเนื่อง
ทำไปเรื่อย ๆ ในที่สุดแล้ว ชีวิตก็จะสว่างไสว
ถูกมั้ยครับ
By: White
on May 20th, 2007
at 09:59 AM
เห็นด้วยค่ะพี่
แหะ.. สวัสดีค่ะ ไม่ได้เข้ามาทักทายนานเหมือนกัน พี่ๆ สบายดีนะคะ?
หยกเองสบายดี แต่ว่าก็เหนื่อยเหมือนกันเพราะว่าเปิดเทอมแล้ว.. เลยต้องคอยบอกตัวเองให้สู้ๆ
By: wandee.goodday
on May 20th, 2007
at 12:30 PM
อ่านแล้วรู้สึกดีครับ.. รู้สึกดีที่ผมยังเป็นแบบ จอมปลอกอยู่
รู้แบบนี้แล้วไม่ต้องสงสัยเลยครับว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป...
By: ผู้ชายลายจุด
on May 24th, 2007
at 12:04 AM
เขียนดีมากๆเลยครับ ผมขออนุญาติเอาไปโพสนะครับ^^
http://cumic.md.chula.ac.th/wwwboard3/messages/14732.html
By: ai-
on June 2nd, 2007
at 07:37 PM
อืมม..ค่ะตอนนี้กำลังเบื่อ ๆกับชีวิตอ่ะค่ะ...
แต่ชอบเข้ามาอ่านเวปนี้อ่ะค่ะ...
By: nong
on June 14th, 2007
at 11:02 AM
++ คุณ ai-
ขอบคุณมากเลยค่ะ
++ คุณ nong
ได้ฟังแล้วดีใจมากเลยค่ะ
ที่ได้ทราบว่าีคุณ nong ชอบ
และคอยติดตามกันมาตลอด
By: Anne
on June 15th, 2007
at 01:03 AM
มาขอลงชื่อไว้หน่อยครับว่า
บทความนี้ทำให้อะไรหลายอย่างของผมเปลี่ยนไปจริงๆ
By: B a l a n c e -
on July 23rd, 2007
at 02:27 AM
สวัสดีครับพี่ๆทุกท่านครับ ผมน้องโค้ชครับ ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณ เวปไซด์ของพี่ ANNE และพี่ WHITE มากๆครับ ผมอยากจะบอกว่าพี่ทั้งสองคนน่ารักมากๆทั้งๆที่ยังไม่ได้เห็นหน้าน่ะครับ แต่ผมชอบในความคิดของพี่ทั้งสอง และสมาชิกทุกคนด้วย มีสักกี่คนบนโลกใบนี้ที่มีความคิดดีๆแบบพี่ทั้ง 2 คน มีอารมณ์ศิลป์อยู่ในตัว มีความคิดบวกเชิงสร้างสรรค์ แถมยังรู้จักแบ่งปันสิ่งดีดีแก่คนรอบข้างด้วย หายากน่ะครับคนแบบพี่ทั้งสอง
ขอให้พี่ทั้งสองรักษาสุขภาพด้วยน่ะครับ
ในเมื่อแบ่งปันสิ่งดีๆให้กับคนอื่นมาเยอะแล้วขอให้มีสิ่งดีดีเข้ามาในชีวิตของพี่ๆทั้งสองคนน่ะครับ
ด้วยรักและเคารพ
น้องโค้ช
By: coach
on July 23rd, 2007
at 03:48 PM
ยินดีที่ได้รับรู้ว่าเรื่องราวของเรามีประโยชน์กับน้องโค้ชด้วยอีกคนนึงครับ
เห็นชื่อในระบบมานานแล้วเหมือนกันนะ
เข้าใจว่าตามอ่านอย่างเดียวมาพักนึงแล้วใช่มั้ยครับ
เอาไว้ถ้ามีเวลาก็เข้ามาคุยกันบ่อย ๆ นะครับ
ยินดีต้อนรับครับผม
By: White
on July 24th, 2007
at 12:10 AM
ขอบคุณน้องโค้ช..มาก..มากเช่นกันจ้า
พี่ทั้งสองรู้สึกมีกำลังใจ และมีพลังทุกครั้ง
ที่ได้เจอกับสมาชิกที่น่ารักๆแบบน้องโค้ชนี่แหละจ๊ะ
วันนี้ถึงแม้ว่าจะเจอสิ่งที่แย่ๆๆ มา
แต่พอได้กลับมาอ่านข้อความที่น้องโค้ชเขียนฝากไว้ให้
ช่วยให้หายเหนื่อย หายเครียดเป็นปลิดทิ้งเลยจ้า
.
.
ถ้ายังไงน้องโค้ชว่างๆ แวะเข้ามาพูดคุยกันบ่อยๆ
และแนะำนำตัวให้พวกเราทุกคนได้รู้จักมากยิ่งขึ้น
ก็จะยินดีอย่างมากเลยนะจ๊ะ
By: Anne
on July 24th, 2007
at 01:39 AM
กรุณาล็อกอินก่อนแสดงความเห็นของคุณ...