Home : Blog-a-zine :Section: White Everyday :Category: The Gulf

- Dubai economic outlooks -

November 27th, 2009 Posted by: - White -

image

วันนี้เห็นมีสื่อไทยลงข่าว “ดูไบวิกฤติ ... ฟองสบู่แตก” พอเข้าไปอ่านก็รู้สึกได้ว่าคนเขียนข่าวเขากำลังมองว่า ความเจริญรุ่งเรืองของดูไบกำลังจะจบสิ้นและพังทลายลงเหมือนอย่างที่เขาเคยเห็นในประเทศไทย ผมก็เลยอยากจะแสดงความคิดเห็นในด้านของผมบ้าง เพื่อให้เกิดข้อมูลที่รอบด้านและเป็นประโยชน์กับทุกคนครับ

การที่กลุ่ม Dubai World ต้องขอเลื่อนผ่อนผันการซื้อคืนหุ้นกู้หรือพันธบัตรอย่างไม่เป็นทางการของดูไบ ที่บางส่วนจะทยอยครบกำหนดในเร็ว ๆ นี้ออกไปอีกหกเดือนเป็นผลกระทบมาจากอสังหาริมทรัพย์ หนึ่งในกิจการของ Dubai World ครับ นั่นหมายความว่ากิจการด้านอสังหาริมทรัพย์ของพวกเขาถึงจุดชะลอตัวอย่างเป็นทางการเสียที หลังจากที่บูมมานานร่วมสิบปี

..................................................

คำถามคือ ... จะ “เจ๊งยับ” เหมือนที่สื่อมวลชนไทยเขียนถึง หรือว่านี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของวงจรเศรษฐกิจที่จะต้องเจอ?

ผมคิดว่ามันเป็นอย่างหลัง เพราะเราก็เห็นกันมาแล้วทั้งฟองสบู่แตกในเมืองไทย, ฟองสบู่แตกในสหรัฐ, ฟองสบู่แตกในอังกฤษ ... ทุกระบบเศรษฐกิจมีวงจรของมันเองเนื่องจากพฤติกรรมของผู้คน ดังนั้นการ Boom และ Burst จึงมาต่อเนื่องกันทุกครั้ง, ทุกแห่ง ... เมื่อกระทิงหมดแรงก็โดนหมีตบ ... ขึ้นถึงจุดสูงสุดก็ต้องมีร่วงลงมา ... เป็นเรื่องธรรมดา

Overheated or Bubble burst

สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ
ต้องไปดูกันต่อไปว่าฟองสบู่แตกแล้วเป็นยังไง?

((ผมมักจะเรียกว่า Overheated มากกว่าเพราะเข้าใจง่ายกว่าฟองสบู่)) เมื่อเครื่องยนต์มันวิ่งมาเต็มกำลังเป็นเวลานาน การโอเวอร์ฮีทหรือร้อนแรงเกินไปก็จะเกิดขึ้น เหตุการณ์หลังจากโอเวอร์ฮีทก็มีอยู่สองอย่าง ... หนึ่งคือการที่คนขับไม่รู้เรื่องรู้ราวและยังตะบึงต่อไปจนเครื่อง “ระเบิด” ใส่หน้าจนตายเรียบเหมือนกับการถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องลดค่าเงินของเรา หรือสองคือการ “ดับเครื่องเพื่อ Cool down” เหมือนกับการเข้าไปดูดซับภาระทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสถาบันการเงินของสหรัฐ และประคองเข้าจอดข้างทาง

พูดง่าย ๆ ก็คือทุกคนทุกประเทศก็ต้องเจอเรื่องเหล่านี้ทั้งนั้น เราไปดูกันหลังจากนั้นว่าใครจะมีสภาพที่ทุเรศกว่ากัน? ใครต้องกู้หนี้ยืมสินมาใช้เจ้าหนี้เดิม? ประชาชนของประเทศไหนจะต้องรับกรรมมากกว่ากัน? เจ้าหนี้จะได้เงินคืนแต่ช้าหน่อยหรือว่าจะโดนชักดาบ? ใครจะฟื้นตัวได้เร็วกว่ากัน?

กรณีของดูไบเวิร์ลดยังเป็นแค่การขอให้ผู้ถือหุ้นกู้, ตราสารหนี้นั้น “Standstill” ไปอีกหกเดือนแล้วจะทำการใช้คืนให้ตามกำหนดของการปรับโครงสร้างทางการเงินซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้ว ... ยังไม่มีการลดค่าเงิน, ยังไม่มีการปิดกิจการ, ยังไม่มีธนาคารหรือสถาบันการเงินต้องล้มละลาย

ผมยังไม่เห็นการ “เจ๊งยับ” อย่างที่สื่อมวลชนไทยกำลังเล่นข่าวกันอยู่

ตกลงว่าพวกเขาไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจแล้วเอา “กาก” มาพูดต่อ หรือที่พูดและวิเคราะห์กันอยู่ในสื่อนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความหมั่นไส้ที่เก็บกดมานาน เวลาเขาล้มก็เลยหัวเราะชอบใจ? ถ้าอย่างนั้นก็สมเหตุสมผลดีที่ทำข่าวแพนด้ากันได้เป็นวรรคเป็นเวร ... อย่าลืมทำข่าวอาลัยกันทั้งแผ่นดินวันที่ต้องส่งหลินปิงกลับเมืองจีนตอนครบสองขวบด้วยนะครับ

..................................................

ตอนที่ผมไปอาบู ดาบี, ดูไบ ครั้งแรกกับน้อง ๆ แอนน์ฟรายเดย์เมื่อหลายปีก่อน เราพูดกันอยู่เหมือนกันครับในเรื่องของ “ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์” ที่เกิดขึ้นแล้วในขณะนั้น ... เห็น ๆ กันอยู่ว่าบรรดาคอนโดมิเนียม, วิลล่าหรูหราที่ขึ้นกันมากมายในดูไบนั้นมีมากเกินไป ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นมาเพื่อชาวต่างชาติจำนวนหลายล้านคนที่เข้ามาหากินในดูไบ

..................................................

An ordinary cycle of developments

ประชากรดูไบแท้ ๆ มีจำนวนไม่กี่แสนคน
ประชากรที่มาอาศัยอยู่ดูไบมีจำนวนห้าล้านคน
เท่ากับเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยและทำงานจำนวนมหาศาล

การเปิดให้คนต่างชาติเข้ามาทำงานมากมายนั้น เป็นเพราะดูไบต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานไปข้างหน้าโดยเร็ว ... พวกเขารู้ตัวมาเกือบยี่สิบปีแล้วว่าน้ำมันสำรองกำลังจะหมดในปี 2013 จะมัวแต่รอไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็กลับไปเป็นทะเลทรายอันแห้งแล้งเช่นเดิม ... ดูไบจึงเริ่มสร้างวงจรเศรษฐกิจใหม่ขึ้นมา โดยเริ่มต้นจาก Infrastructure ขั้นพื้นฐาน - ตามด้วยอสังหาริมทรัพย์ - ผู้คนเพิ่มขึ้นจากล้านคนในทศวรรษ 1990 เป็นสามล้านคนในทศวรรษ 2000 และห้าล้านคนในปัจจุบัน

ห้าล้านคนที่มีตั้งแต่กรรมกรจนถึงครีเอทีฟคนสำคัญของเอเจนซี่ระดับโลก ต่างก็เข้ามาปักหลักทำงานของตัวเองที่นี่ ชาวอินเดียเข้ามามากที่สุดก็จริง แต่ผู้ที่ผลักดันการซื้ออสังหาริมทรัพย์คือบรรดาชาวอังกฤษนับแสนครอบครัวที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่นี่, ชาวรัสเซีย, ชาวอเมริกัน, ชาวเยอรมัน, ชาวญี่ปุ่น แม้กระทั่งบรรดานักธุรกิจในแอฟริกาต่างก็มาที่นี่กัน สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของบริษัทระดับโลกก็อยู่ที่ดูไบกันไม่ต่ำกว่าห้าปีแล้ว โบอิ้ง, แอร์บัส, ไมโครซอฟท์สร้างศูนย์ธุรกิจของตัวเองที่นี่, ซิสโก้, ออราเคิล, เอชพี you name it…

คุณมีประชากรห้าแสน และมีชาวต่างชาติอีกสี่ล้านห้าแสนเข้ามาทำงาน
ปัญหาก็คือที่อยู่อาศัยที่ “ไม่พอแน่ ๆ “

..................................................

Real estate ; Boom or Bet?

เมื่อมีคนเข้ามามากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ก็พยายามสร้างมาก แต่มันก็ไม่เคยพอ ... เพราะการสร้างที่พักอาศัยมันต้องใช้เวลาหลายเดือน ดังนั้นการ “ขาดตลาดชั่วคราว” ของที่อยู่อาศัยจึงเกิดขึ้นเป็นระยะ สิ่งนี้นำไปสู่การ “เก็งกำไร” ของผู้ที่มีสินทรัพย์อยู่ในมือซึ่งพร้อมจะปล่อยให้ผู้ที่ต้องการในราคาที่สูงขึ้น นี่คือกำไรเห็น ๆ ของทุกคนที่สามารถเข้าถึงเครดิตทางการเงินได้ง่าย

ซื้อมาวันเดียวขายต่อวันรุ่งขึ้น ทำกำไรเป็นแสนเหรียญเป็นเรื่องธรรมดา
ปัญหาคือ “จะหยุดวงจรเก็งกำไรนี้ได้อย่างไร?”

เนื่องจาก Demand ที่ต้องการใช้จริงกับ Demand ในการเก็งกำไรนั้นปะปนกันอยู่ในช่วงที่ของขาดตลาด ... เป็นการเร่งให้บริษัทอสังหาต้องเพิ่มกำลังการผลิตให้โครงการมีขนาดใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น สูงขึ้น และแพงขึ้น ผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือเศรษฐกิจของดูไบได้รับการเข้าเกียร์หนึ่งออกตัวล้อฟรีอย่างรวดเร็วและรุนแรง

ภาระที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการ Overheated นั้นตกอยู่กับคนไม่กี่กลุ่ม โดยเฉพาะเมื่อผู้ผลิตคือบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ((ซึ่งเป็นผู้กู้เงินรายใหญ่ของทุกประเทศ)) ประเมินความต้องการในอนาคตผิด ส่ิงที่ตามมาคือเกิดการเติบโตเร็วเกินไป การผลิตออกมาตามใจของนักเก็งกำไรขณะที่ Demand จริงไม่มีการวัดผลออกมาชัด ๆ ทำให้อสังหาริมทรัพย์เข้าสู่วงจร “เก็งกำไร” อย่างสมบูรณ์แบบ

ผู้ผลิต ((ที่กู้เงินมาผลิต)) อาจจะคิดไปว่าการแย่งกันซื้อคือดีมานด์ท่ีแท้จริง... แต่เปล่าเลย ใคร ๆ ที่เห็นผลกำไรจากส่วนต่างของราคาต่างก็กระโดดเข้ามาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันทั้งนั้น ไม่ต้องเป็นมืออาชีพที่ไหนหรอกครับ

เราจึงเห็นการขายใบจอง การแย่งกันจองซื้อเพื่อไปขายต่อ เกิดเป็นผู้ค้ามือสมัครเล่นที่กล้าเสี่ยงหมดหน้าตักกันเต็มไปหมด พฤติกรรมนี้เป็น Indicator พื้นฐานตัวนึงที่เราจะบอกได้ว่ามัน “ร้อนเกินไป” ... คนซื้อไม่ได้อยู่เอง, คนอยู่เองไม่ได้เป็นคนซื้อตรงจากผู้ผลิต ถ้ามีมากเกินไปเท่ากับภาวะ Overheated มันเริ่มขึ้นแล้วครับ

..................................................

Real Estate ; the Sitting Ducks

อีกด้านหนึ่งคือด้านของคนซื้อจริง
เมื่อเกิดวิกฤติทางการเงินในสหรัฐและยุโรป
บรรดานักการเงินที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกที่มาอยู่ที่ดูไบก็เริ่มระส่ำระสาย การซื้อเริ่มชะลอตัว, เริ่มมีการย้ายกลับไปประเทศของตัวเองเพื่อลดต้นทุน ทำให้ลูกค้าที่เคยมีอยู่นั้นเริ่มหดหายไป

ผมเชื่อว่านักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในดูไบก็เป็นบริษัทระดับโลกทั้งนั้น ในช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมาพวกเขาต่างก็เห็นอยู่ว่าวัฎจักรมันเข้าขั้นเก็งกำไรไปแล้ว แต่ไม่สามารถหยุดการก่อสร้างได้ทันที ... นั่นคือจุดที่ต้องคิดกันแล้วว่าจะลงจากหลังเสืออย่างไรในรอบนี้

บริษัทอสังหาริมทรัพย์จึงเข้าสู่กระบวนการ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” เมื่อกู้เงินมาลงทุนเพียบ จึงมีกำหนดต้องจ่ายเงินกู้มาตลอด แต่วันนี้... เงินสดที่เคยเข้ามาอย่างต่อเนื่องกลับลดลง จากบรรดาพนักงานออฟฟิศและคนชั้นกลางที่แห่กันเข้าไปจองมาเมื่อหลายเดือนก่อนเริ่มขายคอนโดในมือของตัวเองไม่ออก

นั่นคือการเริ่มต้นสู่จุดจบ ((The beginning of the end)) ของอสังหาริมทรัพย์ในดูไบในรอบนี้

..................................................

Different scene

คอนโดหยุดสร้าง... โครงการใหม่ถูกระงับ... ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้นในปี 2008 - 2009 ที่ผ่านมาในดูไบ สื่อมวลชนไทยอาจจะได้เห็นข่าวจากต่างประเทศวันนี้ก็เลยเกิดตื่นเต้น และคิดไปว่าดูไบจะถึงคราวล่มจมเหมือนกับที่พวกเขาเคยเห็นกันมา

เหตุการณ์ที่หนึ่งเกิดขึ้นแล้ว .. ซึ่งคนก็พูดกันมานานหลายปีแล้วว่ามันจะเกิดขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพร์สสำหรับคนที่ “รู้จักดูไบ” แต่ตอนนี้คนที่รู้จักดูไบเพียงผิวเผินกำลังประเมินว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่สอง, สาม, สี่เหมือนกับเรา นั่นคือจบลงด้วยการปิดสถาบันการเงิน, ผู้คนลำบากยากแค้นแสนสาหัส, ถูกบังคับให้ลดค่าเงินโดยปริยาย

ผมกำลังจะบอกว่า เราใช้แว่นที่มองเมืองไทยไปมองดูไบไม่ได้ ... เช่นกันครับ เราใช้แว่นอันเดียวกันนี้ไปมองวิกฤติในอเมริกาไม่ได้เช่นกัน ... เพราะเราจะนึกถึงภาพเดิม ๆ ของประเทศไทยที่ประสบวิกฤติกันมาเมื่อปี 2540 ... และในอนาคตที่เหตุการณ์มันผ่านไปแล้ว เราก็จะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่เป็นไปตามวงจรเช่นเดียวกับที่เคยเกิดในประเทศไทย

สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างดูไบกับไทยก็คือ “สถานะของสถาบันการเงิน” ซึ่งนี่จะเป็นตัวชี้ชะตากรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

..................................................

Thailand bubble bursts went to financial crisis

เมื่อคราวฟองสบู่ในประเทศไทยแตกนั้น สถาบันการเงินอยู่ในสถานะที่เรียกว่า “ยืมเงินคนอื่นมาปล่อยกู้อีกต่อหนึ่ง” ดังนั้นเมื่อลูกหนี้ของสถาบันการเงิน ((คือบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่โตทั้งหลาย)) ไม่จ่ายคืนเงินกู้ตามเวลาที่กำหนด ตัวธนาคารเองที่ “กู้เงินคนอื่นมาอีกที” ก็มีภาระที่จะต้องจ่ายเหมือนกัน จึงเอาเงินทุนอันน้อยนิดที่ตัวเองมีไปจ่ายคืนเงินกู้ในส่วนของตัวเองก่อน ... ถ้าไม่พอก็จัดสรรเอาเงินฝากที่ยังไม่ครบกำหนดไปจ่ายอีก ... ถ้ายังไม่พออีกก็ต้องเจ๊งเนื่องจากสถาบันการเงินไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ได้

ตามมาด้วยการ “ปิดสถาบันการเงินส่วนหนึ่ง” ซึ่งเป็นวิธีราดน้ำมันเข้าไปดับไฟ เพราะผู้คนต่างก็แห่กันไปถอนเงินจากธนาคารที่เหลือ, ลูกหนี้แบงค์และไฟแนนซ์ที่ยังอยู่ก็คิดไปว่าจะจ่ายไปทำไมถ้าธนาคารและไฟแนนซ์ปิดไปแล้ว พวกเราก็เริ่มไม่จ่ายเงินผ่อนบ้าน, ผ่อนรถ ... สถาบันการเงินที่พอจะยืนได้ระยะหนึ่งก็ไม่มีเงินไปจ่ายคืนเงินกู้ของตัวเองอีก ... นั่นคือหายนะที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของพวกเราเอง

เครดิตของสถาบันการเงินไทยอยู่ในสถานะ Junk หรือเทียบเท่าขยะ
เจ็บปวด ... แต่เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ เพราะวิธีกู้เงินมาปล่อยกู้นั้นให้ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน

สถาบันการเงินไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รักษาประตู กลับเป็นอัมพาตไม่สามารถกระดิกตัวได้ ... ผู้รักษาประตูตัวสำรอง คือกระทรวงการคลังที่นั่งอยู่ข้างสนามก็เสือกสะดุดเชือกรองเท้าตัวเองล้มหัวแตกเข้าซะอีก ทำให้ผลที่ตามมาก็คือวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งหมด

..................................................

Dubai ; cash me ((..if you can))

กลับไปดูที่สถาบันการเงินของดูไบและอาบู ดาบี หลังจากที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกแล้วจะเกิดอะไรขึ้น?

ตอนนี้เงินสดจำนวนมากของโลกอยู่ที่นี่ เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงมาตลอดหลายปีจากการเก็งกำไรของกองทุนในสหรัฐและเอเชีย พอเกิดวิกฤติการเงินในสหรัฐ ((ซึ่งสหรัฐมีวิธีการคล้าย ๆ กับของไทยเมื่อปี 2540 คือโตได้จากเครดิต)) พวกเขาก็ยังต้องขอพึ่งพาเงินจากที่นี่ เช่น การที่ซิตี้แบงค์ที่ไม่ล้มละลายก็เพราะรัฐและกองทุนในอาบู ดาบีอัดฉีดเงินสดเข้าไปจนตอนนี้กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารไปแล้ว, พันธบัตรอเมริกันที่ยังพอจะขายได้ด้วยเครดิตเดิม ๆ และการการันตีความมั่นคงทางการทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง ก็ทำให้สหรัฐยังไม่บาดเจ็บหนักมากเพราะมีรัฐบาลจีนและรัฐบาลตะวันออกกลางช่วยกันซื้อพันธบัตรดอลลาร์เอาไว้นับแสนล้านเหรียญสหรัฐ ... ครับ ตัวเลขที่ภูมิภาคนี้ถือพันธบัตรอเมริกันเอาไว้คือหลักแสนล้านเหรียญสหรัฐ

อีกทั้งข้อกำหนดธนาคารอิสลามที่กำหนดให้การหากินกับดอกเบี้ยเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรม มีผลทำให้ธนาคารต่าง ๆ ในตะวันออกกลางยังคงมีเงินลงทุนอีกมหาศาล และมีความเสี่ยงทางการเงินที่ต่ำกว่าภูมิภาคอื่น ๆ  จึงประเมินกันว่าสถาบันการเงินในตะวันออกกลางยังเข้มแข็งอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นด่านแรกที่ป้องกันภาวะ “ล้มละลายทางเศรษฐกิจ” ได้เป็นอย่างดี

แถมในโซนนี้ยังมีนายทวารด่านที่สองอีก นั่นก็คือรัฐที่มีเงินสดมหาศาล โดยเฉพาะเงินดอลลาร์สหรัฐและยูโร รวมถึงสินทรัพย์อีกจำนวนมากที่ไปกวาดซื้อเอาไว้ในโลกตะวันตกทั้งในอังกฤษ, เยอรมัน, ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา พวกเขาจึงพร้อมที่จะอัดฉีดเงินเข้าระบบอีกมากมายเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติรุนแรงทางการเงิน

เงินสดยังเป็นพระเจ้าอยู่เช่นเดิม ... วันนี้ก็ยังใช้ได้ผลดีครับ
เมื่อเงินสดเข้าไปพยุง รอเวลาให้กำลังซื้อจริงฟื้นตัว นั่นก็น่าจะปลอดภัยแล้วครับ

..................................................

Bubble bursts are not always a financial crisis

ดังนั้น... ข่าวฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของดูไบที่แตกในวันนี้ ถือเป็นวัฎจักรที่เห็นกันมานานหลายปีแล้วว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่ ๆ ((น้อง ๆ ที่ไบดูไบ-อาบูดาบีกับพี่เมื่อปี 2007 คงจะจำกันได้ว่าพี่พูดเอาไว้แล้ว)) แต่คงจะไม่ลุกลามรุนแรงไปถึงภาคการเงิน ธุรกิจอื่น ๆ อาจจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่นักวิเคราะห์ที่รู้จริงหลายคนเชื่อว่าจะไม่รุนแรง ((นักวิเคราะห์รู้น้อยอย่างผู้อ่านข่าวในประเทศไทยระบุว่า ธนาคารในดูไบจะเจ๊งเนื่องจากไม่มีเงินมาจ่ายคืน... ไม่รู้ไปเอาข่าว Exclusive สุด ๆ นี้มาจากไหน? หรือคิดขึ้นมาเอง?))

ที่ดูไบน่าจะเกิดการชะลอตัวแรงกว่าเมื่อสองปีที่ผ่านมานิดหน่อยเนื่องจากกำลังซื้อหดตัว - ใช่ครับ สองปีที่ผ่านมาดูไบเริ่มชะลอตัวแล้ว ในขณะที่คนไทยเราเพิ่งจะรู้จักอย่างจริงจัง

แต่โอกาสในการเกิดวิกฤติทางการเงินแบบที่ประเทศไทยประสบมานั้นจะเกิดขึ้นได้ยากกว่า เพราะความเข้มแข็งของสถาบันการเงินและคลังของรัฐในแถบนั้น ซึ่งหากจะเกิดวิกฤติขึ้นมาจริง ๆ ก็จะต้องเป็นวิกฤติแบบใหม่ที่โลกการเงินยังไม่เคยเห็นเท่านั้น .... ไม่ใช่ว่ามันเป็นไปไม่ได้นะครับ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นในโลกนี้ แต่อยู่ที่ว่ามันเกิดขึ้นง่ายหรือยากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคนที่บริหารมันอยู่เท่านั้น

แทนที่จะห่วงดูไบที่ยังคงมีเงินสดเหลือเฟือ และธุรกรรมอื่น ๆ ยังเดินหน้าตามปกติ นักธุรกิจชาวยุโรปและเอเชียไปพบกันครึ่งทางที่ดูไบเช่นเดิม เดี๋ยวรอชม Dubai Shopping Festival ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2010 นี้ก็ได้ว่าจะมันส์ขนาดไหน ... โรงแรมทั่วทั้งดูไบก็ยังคงเต็มอยู่เช่นเดิม ราคาห้องพักระดับสามดาวยังเฉลี่ยอยู่ที่คืนละเกือบสองหมื่นบาทเช่นเดิม ...

เรามาห่วงประเทศไทยกันก่อนดีกว่ามั้ย ว่าจะหาเงินมาใช้คืนเงินกู้ยังไงหมด?

Copyrights , All Rights Reserved.

ผลงานทั้งภาพถ่าย,กราฟฟิคส์ และบทความทั้งหมดในเว็บไซท์นี้มีกฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครอง ถ้าต้องการนำไปใช้งานกรุณาอ่าน "ข้อตกลงในการนำไปใช้"

เห็นด้วยกับพี่ไวท์อย่างมากกกกกก made by heart (โดยเฉพาะ ย่อหน้าสุดท้าย)

Avatar for tunkmay

By: tunkmay
on November 27th, 2009
at 01:41 PM

ขอบคุณสำหรับบทความครับ พี่ไวท์

ผมก็ได้กลิ่นตะหงิดๆ ตั้งแต่พาดหัวข่าววิทยุตอนตีห้าแล้วครับ
“fact บางอย่างอ่ะใช่ แต่ฟังที่แกวิเคราะห์นี่มัน ..เว่อร์ไปหน่อยม่ะ”
เหมือนปนหมั่นไส้ดูไบนิดๆ

สื่อไทยบางแห่งน่าจะไปอยู่ร้านเครื่องเสียงนะครับ
ไปทำ amplifier ขายดีกว่า ขยายความกันเก่งจริงจริ๊ง

Avatar for K a i

By: K a i
on November 27th, 2009
at 04:27 PM

เข้าใจเปรียบเทียบหว่ะไก่ เป็นลำโพงงานวัดที่เอาแต่ขยายให้ดังเข้าไว้เท่านั้น
made by heart

Avatar for White

By: White
on November 27th, 2009
at 07:48 PM

http://edition.cnn.com/2009/BUSINESS/11/27/dubai.world.debt/index.html

CNN - ‘a drama, but no crisis’
ดีใจที่ยังมีนักวิเคราะห์มองเห็นแบบเดียวกัน

Avatar for White

By: White
on November 28th, 2009
at 01:02 AM

ขอบคุณสำหรับบทความนี้ค่ะพี่ไวท์

(พอดีเห็นแต่ข่าวที่เค้าทวีตกัน ยังไม่ได้ไปตามอ่านข่าวฉบับเต็มๆเลยค่ะ ^^”)

Avatar for M a m e h a

By: M a m e h a
on November 28th, 2009
at 09:16 PM

กรุณาล็อกอินก่อนแสดงความเห็นของคุณ...