- รู้จักทุกข์ในใจ -
July 19th, 2007 Posted by: - White -

สองสามวันที่ผ่านมานี้ พี่ได้รับรู้ว่ามีน้องคนหนึ่งกำลังทุกข์ใจอย่างมาก
ชีวิตเต็มไปด้วยความร้อนรน เพราะมีปัญหาที่หาทางออกไม่ได้
เรื่องนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน จึงขอเอามาเป็นตัวอย่างในวันนี้
เพราะพี่คิดว่าเหตุการณ์นี้จะใช้เตือนสติพวกเราทุกคนได้เป็นอย่างดี
พี่ไม่ได้เป็นพระ เพราะฉะนั้นอย่าเข้าใจกันผิด
อย่าคิดว่าพี่จะรู้ไปหมด หรือมานั่งเทศนากันได้ทุกครั้ง
แต่ครั้งนี้คิดว่าพอรับมือไหว และน้องคงจะฟัง พี่ถึงแนะนำ
เมื่อน้องคนนึงกำลังจมอยู่ในกองทุกข์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน
สิ่งที่พี่ทำได้คือ “ตะโกนเรียก” ให้เขาปีนกลับขึ้นมาจากบ่อโคลนด้วยตัวเอง
พี่จะทำเท่าที่พี่ทำได้เท่านั้น...

เราต้องเข้าใจก่อนครับว่า
ความอึดอัดใจ ความทุรนทุรายที่กำลังเกิดอยู่นี่... มันเกิดขึ้นในใจเรา
คนอื่นเข้ามาแก้ให้ไม่ได้ พี่เข้ามาแก้ให้ไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ก็ทำไม่ได้เช่นกัน
ต่อให้เป็นพระพุทธองค์ก็ทรงเข้าไปแก้ให้ไม่ได้ครับ
เพราะทุกข์ในใจเราเกิดจากความคิดจิตใจของเรา เราจึงต้องแก้เอง
สิ่งที่พระพุทธองค์สอน คือ
“คู่มือในการแก้ปัญหาด้วยตัวเองฉบับแรกของโลก”
พระพุทธองค์จึงเคยสอนว่า
ต่อให้เดินตามหลังพระองค์ทุกวัน ต่อให้เดินอุ้มบาตรจับชายจีวรทุกวัน
แต่ไม่ได้สนใจศึกษาคำสอนที่ทรงสอนเอาไว้ ทำอย่างนี้นานนับสิบ ๆ ปี
ก็ยังถือว่าอยู่ห่างไกลพระองค์จนเหมือนไม่รู้จักกันส่วนใครก็ตามที่แม้จะไม่เคยเห็นพระพักตร์ของพระพุทธองค์
แต่ศึกษาคำสอนเป็นอย่างดี รู้จักตนเอง รู้จักสติ รู้จักเหตุแห่งทุกข์
รู้จักวิธีดับทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจของตัวเองได้ทุกครั้ง
ต่อให้อยู่ไกลกันนับพันนับหมื่นโยชน์ ต่อให้ไม่เคยเห็นหน้ากัน
แต่คนผู้นั้นถือว่าอยู่ใกล้ชิดพระองค์อย่างที่สุด
เพราะผู้นั้นมีธรรมอยู่ในหัวใจแล้ว
ตัวอย่างที่พี่ยกขึ้นมาข้างบนนี้ เป็นคำสอนที่กำลังให้ความรู้กับเราว่า
จะเกิดสื่งดีหรือไม่ดีนั้นอยู่ที่ “จิตใจของเราเอง” และคำสอนจะมุ่งเน้นไปที่นี่
หนทางที่จะแก้ทุกข์ได้มีอยู่ใน “คู่มือแก้ปัญหา” ของพระพุทธศาสนา
หัดอ่านหัดศึกษา หรือลองเปิด ๆ ดูซะบ้างถ้าอยากแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง
หนทางแห่งปัญญานั้นไม่ได้อยู่ที่พระพุทธเหลืองอร่าม
ไม่ได้อยู่ที่พิธีกรรมใด ๆ ทั้งหลายแหล่ที่เกิดมาหลังจากยุคของพระพุทธองค์
การตระเวนไปสะเดาะเคราะห์เจ็ดวัดเก้าวัด จึงไม่ได้ทำให้ทุกข์ในใจหมดไป
อาจจะแค่สบายใจขึ้นเมื่อได้ทำอะไรซักอย่างเท่านั้น
แต่กลับมาแล้วทุกข์นั้นก็ยังอยู่ และรอให้เราเริ่มลงมือแก้ไขปัญหานั้นซะ

[photo: eatmorechips - flickr.com] ... creative common license
................................................................................
ลองนึกถึงคนที่เป็นหนี้สินมหาศาล ขณะที่ธุรกิจก็กำลังแย่ลง ไม่มีเงินใช้หนี้
ธนาคารก็เร่งรัดเข้ามา ไม่งั้นจะส่งหมายศาลมาให้
เมื่อหาทางออกไม่ได้ ในขณะที่ไม่รู้จะหาเงินมาใช้หนี้ยังไง
ทุกข์นั้นก็เริ่มเกิดอยู่ในใจ... ไปทำบุญซะเก้าวัด สะเดาะห์เคราะห์อีกเจ็ดวัด
ถามว่าหนี้ก้อนนั้นหายไปมั้ย... แล้วทุกข์นั้นหายไปด้วยมั้ย...
ทุกข์ยังอยู่ที่เดิมเพราะหนี้สินยังไม่ลดลง
ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็คือยังไม่มีปัญญาใช้หนี้เหมือนเดิม
เมื่อไม่รู้จักแม้กระทั่งทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
แต่จะเรียกร้องให้พระพุทธองค์ช่วยแก้ให้... จึงเป็นไปไม่ได้ไงครับ
................................................................................
เราจึงควรจะเริ่มต้นที่คำว่า... ทุกข์นั้นเป็นของใครของมัน
ไม่มีใครช่วยเราให้พ้นทุกข์ได้ นอกจากตัวเราเองเท่านั้น
และเราไม่สามารถแบกรับทุกข์ให้คนอื่นได้ นอกจากตัวเขาเองเท่านั้น
แล้วเราจะพ้นไปจากทุกข์ที่กำลังเกิดในใจได้ยังไง..?
ต้องหา “ต้นเหตุ” ให้เจอซะก่อน ถึงจะดับทุกข์ในใจได้

[photo: fredarmitage - flickr.com]... creative common license
................................................................................
น้องคนนี้มีทุกข์เนื่องจากความเป็นห่วงในสวัสดิภาพของเพื่อนสนิท
ที่กำลังเดินทางผิด และกำลังลุ่มหลงไปในหนทางที่จะนำมาซึ่งสิ่งเลวร้าย
พูดยังไงเพื่อนก็ไม่เชื่อ ห้ามยังไงเพื่อนก็ไม่ฟัง
เพราะคนชักนำคือแฟนหนุ่มของเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน
และแสดงตัวว่าเป็นคนในวงการ ซึ่ง “ถูกจริต” คนกลุ่มนึงอย่างยิ่ง
เมื่อรู้ว่าเพื่อนของตัวเองที่คบกันมาจนรู้จักดีว่าขาวสะอาด และไร้เดียงสา
กำลังลุ่มหลงคำหวาน ถูกชักจูงไปด้วยเล่ห์โดยไม่ทันรู้ตัว
แถมยังยอมเดินตามเข้าไปในด้านมืดของชีวิตด้วยคิดว่า “ไม่มีอะไรหรอก”
น้องของเราคนนี้จึงทนไม่ได้ และพยายามห้ามปรามเอาไว้จนสุดกำลัง

พี่ถามน้องคนนี้ว่ารู้สึกมั้ยว่าทุกข์เกิดขึ้นในใจของตัวเราเองแล้ว
น้องตอบว่า ใช่พี่... ตอนนี้หนูเป็นทุกข์มาก ไม่รู้จะหาทางออกยังไงดี
พี่ถามต่อไปว่า... แล้วเพื่อนเราตอนนี้เค้าเป็นทุกข์อยู่ด้วยมั้ย
น้องตอบว่า... คงไม่หรอกพี่...
ป่านนี้มันดูหนังกับแฟนอยู่ แล้วเดี๋ยวจะไปต่อกันที่ผับแถวเลียบทางด่วน
หาเจอหรือยังครับว่า “ไอ้ตัวร้ายที่ก่อให้เกิดทุกข์” มันอยู่ที่ไหน?
อยู่ในใจของน้องของเรานี่เอง...
เพื่อนมันไม่ได้รู้สึกรู้สาเลยด้วยซ้ำ กลับบ้านมาคงจะยังหน้าระรื่นอยู่เลยมั้ง...
แต่น้องของเราเป็นทุกข์จนหน้าเขียวหน้าดำไปหลายวันแล้ว
ยัง... ยังไม่จบ ยังมีฤทธิ์อีกนิดหน่อย...
อ้าว ที่หนูทุกข์นี่ก็เพราะว่าเพื่อนหนูมันไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวมันจะต้องเจอปัญหาแน่ ๆ
หนูเลยรีบบอกมันเอาไว้ก่อน มันก็ไม่เข้าใจ หาว่าหนูยุ่งเรื่องส่วนตัวของมัน
เสียงนึงดังขึ้นแว่ว ๆ แต่บังเอิญน้องมันไม่ได้ยิน ...
เออ... เพื่อนมันพูดถูกแล้ว
................................................................................
คนเรามีสองแบบ
แบบที่ยอมปล่อยให้อารมณ์เป็นผู้กำกับชีวิต
มักจะปล่อยใจตามที่อารมณ์สั่งการ ชีวิตเป็นไปตามความอยาก-ไม่อยาก
ซึ่งมักจะจบลงด้วยความไม่เอาไหน เพราะทำทุกอย่างตามความสบายของตนส่วนคนอีกแบบนั้นใช้เหตุผลในการกำกับชีวิต
มักจะรู้จักหักห้ามใจตนเอง เพื่อหยุด และคิดก่อนที่จะลงมือทำ
การหยุดเพื่อคิด เป็นการเรียกสติและเหตุผลกลับคืนมานั่นเองครับ
คนไม่เอาไหน
จะเคี่ยวเข็ญคะยั้นคะยอให้ขยันเรียนยังไงก็ไม่รอด
ส่งไปเรียน พาไปเรียนพิเศษ มันก็หนีออกไปเที่ยวเพราะใจมันอยาก
ถึงจะบังคับเอาหนังสือให้อ่าน ต่อให้นั่งถือไม้เรียวรอมันอ่านให้จบ
ตามันอาจจะที่มองหนังสือ แต่ใจมันไปที่อื่นแล้ววววววว
ต่อไปจะต้องเคี้ยวข้าวแล้วกลืนแทนด้วยมั้ย????
คนที่มีสติปัญญา
แค่มีคนหวังดีเตือน เขาจะมีสติคิดทันทีว่ามีเหตุผลพอมั้ย
ถ้ามีเหตุผลมากพอ เขาจะเปลี่ยนทิศทางไปให้ถูกต้องทันที

................................................................................
หลวงปู่ชา เคยสอนเอาไว้เรื่องจิตใจคนก็เหมือนกับม้าที่มีกำลังแรงเหลือเกิน
พี่ว่าเป็นคำสอนที่เรียบง่ายและเห็นภาพชัดเจนอย่างมาก
พี่ก็เลยขอเอามาขยายความให้อ่านกันตรงนี้
จิตใจที่ไร้สติ ก็เป็นเหมือนม้าที่ยังไม่ได้ฝึกและปล่อยให้อารมณ์เป็นตัวกำกับ
ถ้ามันจะไป อย่าได้มาขวาง อย่าได้มาฉุดมันเชียว
ไม่งั้นคนที่ฉุดยื้อเอาไว้นี่อาจจะถึงตายได้ ถ้าเข้าขวางก็เจ็บตัวเหมือนกัน
มันจะเตลิดเปิดเปิงจนหมดแรง เจ็บตัว เสียใจ กลับมานอนพักซมซาน
แต่เชื่อมั้ยว่าพอมันมีแรง ม้าตัวนี้มันก็จะเตลิดออกไปอีก
คนที่ไร้ซึ่งสติถึงตกหล่มโคลนตมของชีวิตเป็นระยะ ๆ ไปตลอดกาล
เดี๋ยว ๆ ก็จมกองทุกข์ แล้วก็ดีขึ้นมา อีกเดี๋ยวก็เป็นทุกข์อีกแล้ว

[photo: C.wilkinson - flickr.com]... creative common license
ขณะที่จิตใจที่ได้รับการฝึกฝนจนรู้จักใช้สติ ยังคงเป็นม้าที่มีกำลังเช่นเดิม
แต่สามารถควบคุมได้ จะสั่งซ้าย สั่งขวา เดินหน้าถอยหลัง และสั่งให้หยุดได้
เรื่องที่สำคัญก็คือ ม้าที่ควบคุมได้นี้ไม่เคยทำให้คนขี่ม้าอย่างเราเจ็บตัว
แถมยังเป็นกำลังที่สำคัญให้กับเราได้อีกต่างหาก
คนที่มีจิตใจที่มีสติ เรียกครั้งเดียว เขาก็หันกลับมา
พูดนิดเดียวเขาจะตั้งสติคิดหาเหตุผล แล้วเขาจะเข้าใจเหตุผลตามที่ควรจะเป็น
................................................................................
ดังนั้นการที่น้องอยากจะเตือนเพื่อนถึงการกระทำของเขา
ควรจะทำความรู้จักซะก่อนว่าเพื่อนเราคนนี้เป็นม้าแบบไหน
เป็นม้าจอมเตลิดเปิดเปิง หรือเป็นม้าที่มีสติ... ?
ถ้าจิตใจของเขาเป็นม้าที่ไร้สติ ถึงจะเรียกจะเตือนแล้วก็ไม่เกิดผล
ขอร้อง... ว่าอย่าเข้าไปขวาง อย่าพยายามยื้อยุดฉุดกระชากการที่เราเข้าไปยื้อยุดฉุดกระชากม้าที่กำลังพลุ่งพล่านด้วยอารมณ์
เป็นเหตุผลที่เราจมทุกข์สะบักสะบอมอยู่ทุกวันนี้ไง...สิบล้อกำลังเมายาบ้า ซิ่งป่ายซ้ายปาดขวามาตลอดทาง
ตำรวจจราจรรายนี้เกิดฟิตจัด กระโดดเข้าขวางถนน
คาดหวังว่าจะให้คนขับสิบล้อที่เมายาบ้าอยู่มองเห็นเครื่องแบบ
คาดหวังจะให้คนขับเกิดคิดได้ขึ้นมา ตัดสินใจเหยียบเบรกหยุดทันทีทันใด...
น้องฝันไปหน่อยมั้ย..??
เพราะส่วนใหญ่มันมักจะกระทืบคันเร่งใส่ด้วยความเมามันส์ต่างหาก

[photo: Fraochsidhe - flickr.com]... creative common license
ถ้าเตือนแล้วไม่เชื่อ ต้องปล่อยเขาไป อย่ารั้งเอาไว้
เมื่ออารมณ์ทั้งหลายมันถูกปลดปล่อยเขาจะสงบลงเองในที่สุด
ต่อจากนั้นจะเกิดทุกข์ จะเกิดสุข ก็ล้วนแต่มาจากการกระทำของเขาเองครับ
ถ้าทุกข์ใด ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในใจเขา
ไม่ว่าจะเกิดด้วยเหตุของความโง่เขลา ไร้ปัญญา หรืออารมณ์ชั่ววูบ
มันจะต้องเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และเราไม่สามารถเข้าไปแก้ให้เขาได้ครับ
เราทำได้แค่ปลอบโยน ปลอบใจ เรียกสติกลับคืนมาและให้กำลังใจตั้งต้นใหม่
การที่เราโดดเข้าไปขวางเอาไว้สุดชีวิตนั่นแหละทำให้เราเกิดทุกข์
เพราะเราไปคิดแทนเขา ขณะที่พูดแล้วพูดอีกเขาก็ไม่ฟังเรา
ตรงนั้นแหละที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นในใจเราเอง ไม่ใช่ที่ตัวเขา
เพราะทุกข์ที่ใจเขายังไม่เกิดขึ้นเลยในวันนี้ ที่เป็นอยู่นี้มันของเราต่างหาก
พอเกิดขึ้นมาแล้วดับไม่เป็น
ก็ซวยละสิ... ออกงิ้วออกยักษ์กันก็งานนี้

[photo: 7-how-7 - flickr.com]... creative common license
แต่ถ้ามองให้เจอเหตุเสียอย่าง ยอมรับความเป็นจริงของชีวิตได้อย่างนี้
มองเห็นทุกข์ที่เกิดในจิตใจของเรา ทุกข์ที่ทำให้เราสับสนวุ่นวาย
รู้จักเจ้าต้นสายปลายเหตุนี้แล้ว เอามาพิจารณาให้ดี แยกมันให้ชัด
เราจึงสามารถดับลงได้โดยสิ้นเชิงด้วยตัวเราเองในนาทีนี้
ถึงวันนี้ พี่ดีใจที่น้องสามารถเรียกสติของตัวเองกลับคืนมาได้
สามารถเห็นเหตุที่ทำให้มันเกิดทุกข์ในใจนี้ และแก้ไขตัวเองได้ทัน
พี่ดีใจมากที่น้องทำแค่เรียกเพื่อน เตือน และให้สติเท่านั้น
แต่อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปนั้นเป็นการตัดสินใจของเขาเอง
ทุกคนมีชะตาชีวิตของตัวเองอยู่ในมือ จะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาก็อยู่ที่ตัวเขา
ให้คำแนะนำ แล้วปล่อยให้เขาตัดสินใจนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วครับ
ถ้ามีคนเตือนแล้วยังดื้อด้านใช้อารมณ์เป็นเครื่องชี้นำ
ยังเตลิดเปิดเปิงตามใจตัวเองอยู่อย่างนั้น ก็ควรแล้วที่จะต้องซมซาน
ใครจะบอกว่าเราใจร้ายที่ช่วยเพื่อนแค่ใช้วิธีเตือน
แต่ไม่ยอมโดดลงไปขวางสิบล้อ.... พี่ขอบอกว่าก็ช่างหัวมันเหอะ
คนดีที่มีแต่ปากไว้พูดยังมีให้เห็นอีกเยอะ
